ธรรมบรรยายวันมาฆบูชา 56

Submit to FacebookSubmit to Twitter

ธรรมบรรยายวันมาฆบูชา 56



ในวันนี้เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันบูชากลางเดือน 3 ถือว่าเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่ง เป็นวันปลื้มปิติ เป็นวันของพระสงฆ์ (แต่ไม่ใช่เป็นวันเกิดของพระสงฆ์ วันเกิดของพระสงฆ์คือวันอาสาฬหบูชากลางเดือน 8) เพราะพระสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าได้ส่งไปประกาศพระศาสนาในที่ต่างๆ ได้ย้อนกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เวฬุวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์

เริ่มจากในพรรษาแรก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ในกลางเดือน 6 พอมาถึงกลางเดือน 8 ได้แสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของโลกมีชื่อว่า “พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร” และเราก็ได้พระสงฆ์องค์แรก คือ ท่านอัญญาโกณฑัญญะอรหันต์ ตอนนั้นเป็นพราหมณ์ เป็นหัวหน้าทีมของปัญจวัคคีย์ เมื่อได้ฟังพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ได้บรรลุโสดาบัน ได้ดวงตาเห็นธรรม จึงได้ประกาศตนเองขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานการอุปสมบทในครั้งนั้นให้แก่โกณฑัญญะ เรียกชื่อการบวชครั้งนั้นว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” เราจึงได้พระสงฆ์องค์แรกขึ้นมาเมื่อเดือน 8 ก่อนเข้าพรรษา

เมื่อเดือน 8 ที่ผ่านมานี้ (ปี 2555) เป็นวันครบ 2,600 ปี พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร เพื่อเป็นอนุสรณ์สำคัญของพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ และก็เป็นอนุสรณ์สำคัญของพระอริยสาวกซึ่งได้อุปสมบทเป็นองค์แรก  นี้คือส่วนหนึ่ง ทางศูนย์เราก็ได้ทำหนังสือสำคัญขึ้นมาเล่มหนึ่ง ในชื่อว่า “พระธัมมจักรเทศนาฎีกา” หนังสือนี้ใช้เวลาทำตลอดจนถึงพิมพ์ออกมาเกินกว่า 1 ปี มีหน้าหนังสือเฉพาะเนื้อหาสาระ 340 กว่าหน้า ทำหนังสือออกมาให้ท่านทั้งหลายได้รับเป็นเจ้าของ เอาไปดูกัน ไปอ่านกัน ออกเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน พอมาถึงตอนนี้หนังสือ 15,000 เล่มใกล้หมดแล้ว ขณะนี้มีผู้บริจาคทรัพย์ คือคุณวราพงษ์ กับคุณพ่อคุณแม่และญาติมิตรทั้งหลาย ได้ร่วมกันบริจาคเพื่อที่จะพิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นต้นทุนไว้สามแสนกว่าบาท  คือประมาณ 3,000 เล่ม แล้วมีพวกเราร่วมสมทบกันอีกจำนวนหนึ่ง วันนี้มีโยมทำบุญเกี่ยวกับการพิมพ์หนังสือ ครั้งที่ 2 ซึ่งจะพิมพ์ต้นเดือนนี้ (มีนาคม 2556) นี่็ใกล้ๆ จะหมดแล้ว ได้เท่าไหร่ก็ตามจะพิมพ์ไปเลย เพื่อให้มีหล่อเลี้ยงแจกจ่ายให้ท่านทั้งหลายได้นำไปอ่าน ได้นำไปศึกษา ตอนนี้ทางโรงพิมพ์คิดราคาเดิม ราคาปกแข็งเล่มละ 102 บาท ยังใช้กติกาเดิม คือ คนที่บริจาคเพื่อพิมพ์เป็นเจ้าของ ส่วนพิมพ์ออกมาแล้วท่านจะรับไปกี่เล่ม จะถวายให้ไว้ที่ศูนย์เป็นธรรมทานกี่เล่ม เป็นสิทธิของผู้พิมพ์เหมือนเดิม

 

ผลที่ตอบมาดีมาก หนังสือเล่มนี้ ทั้งพระสงฆ์องค์เณร ตลอดจนญาติโยมที่ใคร่ต่อการศึกษาด้านนี้ หลายท่านเขากระตือรือร้นอยากจะเป็นเจ้าภาพ เมื่อวานนี้กลุ่มที่มาจากรามคำแหง คือกลุ่มที่เรียนจบแล้ว เขารวมกันเป็นกลุ่ม ถามว่าหนังสือเล่มนี้ถ้าจะขอเป็นผู้พิมพ์ และให้ศูนย์เป็นผู้แจกเป็นธรรมทานจะได้ไหม อันนี้ถือว่าเป็นเจตนาที่ดี นี่ก็เป็นส่วนหนึ่ง อาจารย์อยากให้เป็นอย่างนี้กระจายกันไปทั่วโลก เพราะหนังสือนี้สำคัญ หลายคนที่อ่าน บางคนไม่เคยสนใจการปฏิบัติ แต่พอเอาไปอ่านแล้วคิดว่า  มรรคผลนิพพาน พออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเหมือนกับจะทำได้ เพราะฉะนั้นได้รับไปแล้วอย่าเอาไปเก็บไว้เฉยๆ ไปอ่านดู จะเห็น จะรู้เนื้อหาสาระเองว่าเป็นอย่างไร

 

ขออนุโมทนาที่ท่านทั้งหลายได้ร่วมกันบริจาคสำหรับหนังสือเล่มนี้ ได้ทราบว่ามีจำนวนมากที่ได้บริจาคเข้ามาเพื่อจะพิมพ์เพิ่มจำนวนหนังสือให้มากขึ้นไปกว่านี้ เวลาแจกจำหน่ายหรือว่าเป็นธรรมทานจะได้ไปได้ไกล เพราะงวดที่แล้วใช้เวลาไม่นาน 3-4 เดือนจากจำนวนหมื่นกว่าเล่ม  เหลือไม่กี่เล่ม หนังสือนี้ถือว่าเป็นอนุสรณ์สำหรับวันมาฆบูชาที่สำคัญของประเทศ เพราะว่าผู้ที่ดำริทำเรื่องนี้ไม่มี มีแต่แปลขึ้นมาเป็นหนังสือสวดมนต์แปลแค่นั้น แต่เวลาจะนำมาใช้ให้ได้ประโยชน์จริงๆ นั้น เนื้อหาสาระเป็นอย่างไรยังไม่เคยมีใครทำ อาจารย์ตรวจดูแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.2500 ลงมานี้ยังไม่มีใครทำ ถือว่าเป็นหนังสือสำคัญเล่มหนึ่ง เป็นอนุสรณ์ของวันมาฆบูชานี้

 

หลังจากได้พระสงฆ์องค์แรก ต่อมาปัญจวัคคีย์ที่เหลือได้ดวงตาเห็นธรรมขอบวช ได้พระพุทธสาวกมา 5 รูปด้วยกัน หลังจากนั้น ยสกุลบุตรเข้ามาบวช และเพื่อนยสกุลบุตรอีก 55 ท่านเข้ามาบวช พระสงฆ์ที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในตอนนั้นรวมเป็น 61 ท่านด้วยกัน

 

หลังจากออกพรรษาแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกประชุมสงฆ์เหล่านี้  ประชุมสงฆ์ครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พอเสร็จแล้วก็ส่งไปประกาศพระศาสนา โดยตรัสสังเขปว่า เราได้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง แม้เธอทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ทุกรูปเป็นพระอรหันต์ ท่านทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์แห่งชนทั้งหลาย ผู้มีปัญญาอันธุลีมลทินปิดบังมีอยู่ แต่อย่าพึงไปในที่เดียวกัน 2 รูป คือให้ไปที่ละองค์ และพระองค์ตรัสว่า แม้พระองค์เองจะเสด็จไปยังเมืองราชคฤห์ คำตรงนี้เหมือนคำนัดหมายให้รู้ว่าพระองค์จะไปที่ไหน

 

 

พอหลังจากนั้นทุกคนต่างก็ไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปตามเส้นทางที่พระองค์ไป  ได้ภัททวัคคีย์ คือ ลูกหลานของผู้ดี ลูกหลานของกษัตริย์ เป็นพระสาวกประมาณ 30 รูป  ที่ไร่ฝ้ายแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นไปที่อุรุเวลกัสสปะ ซึ่งเป็นชฎิลผู้บูชาไฟ ที่บูชาพญานาค  เข้าใจว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ ได้สาวกมา 500 รูป อุรุเวลกัสสปะลอยชฎาไปในแม่น้ำ เพื่อส่งข่าวให้นทีกัสสปะและคยากัสสปะผู้เป็นน้อง นทีกัสสปะมีบริวาร 300 คน  คยากัสสปะมีบริวาร 200 คน เข้ามาสมทบ มาบวช รวมแล้วตอนนี้ได้สาวก 1,000 รูป และพระองค์เสด็จไปประทับที่ลัฏฐิวัน เป็นสวนตาล เรียกว่า สวนตาลหนุ่ม พอไปถึงตรงนี้ พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพารมาเฝ้า และได้ฟังพระธรรมเทศนา อนุปุพพิกถา ได้โสดาบัน ประกาศความปรารถนาของพระองค์ทั้ง 5 ประการสำเร็จ และถวายเวฬุวัน คือ วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

 

ถ้าดูตามลำดับก็คงใช้เวลาพอสมควร ที่พระพุทธเจ้ากว่าจะเสด็จมาถึงจุดนี้ ดังนั้นพอมาถึงตรงนี้ มีเรื่องเล่ากล่าวว่า ในขณะที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ เวฬุวันนี้ พระรูปอื่นอาจมาถึงก่อนก็ได้แต่ไม่มีปรากฏในคัมภีร์ ที่มีปรากฏคือ พระอัสสชิ ซึ่งเป็นปัญจวัคคีย์ท่านสุดท้ายได้มาถึงที่เมืองราชคฤห์ ในขณะที่พระอัสสชิเดินบิณฑบาตอยู่นั้น มีปริพาชก ซึ่งเป็นศิษย์ของสัญชัยปริพาชก ท่านชื่อว่าอุปติสสะ ตามดูความมหัศจรรย์ของพระอัสสชิอยู่ คือพระอัสสชิเป็นอรหันต์ชั้นหนึ่งอยู่แล้ว

เวลาจะเดินก็เดินขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เวลาจะเหลียวก็เหลียวหนอ เหลียวหนอ เป็นระบบไปหมด ตนเองเป็นปริพาชก คือเป็นนักบวช เป็นนักบวชก็สำรวมอยู่แล้ว นักบวชสำนักอื่นก็สำรวมอยู่ แต่ความสำรวมไม่เหมือนสมณะองค์นี้เลย ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน จะเหยียดก็เหยียดหนอ จะก้มก็ก้มหนอ จะเงยก็เงยหนอ เหลียวหนอ เห็นทุกอย่างเป็นระบบหมด ถึงไม่รู้ว่าภาวนาอะไรแต่ก็เห็นอยู่ ดังนั้นเลยสงสัย สนใจ ว่าทำได้ยังไง เลยตามดูไปเรื่อย จะเข้าไปถามในขณะบิณฑบาตก็กลัวว่าจะรบกวน เลยรอจนท่านอาจารย์อัสสชิบิณฑบาตเสร็จแล้ว เตรียมที่จะไปกระทำภัตตกิจ มองหา เหลือบดู เหลียวดู หันดู หันคืน ดูว่าสถานที่จะนั่งทำภัตตกิจ คือ ฉันอาหาร คือตรงไหน ได้หมายตาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้  ก้มหน้าลง ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ แล้วเดินไป

 

ในขณะที่กำลังเดินไปยังไม่ถึงต้นไม้ ปริพาชกที่ว่านี้ก็มานั่งยองๆ ต่อหน้า ประนมมือขึ้นแล้วกล่าวว่า ขออาราธนาให้ไปกระทำภัตตกิจ คือไปฉันภัตตาหารที่ต้นไม้ที่เขาเตรียมไว้ ก็คือต้นไม้ที่พระอัสสชิหมายตานั่นแหละ พระอัสสชิก็เลยเดินไปที่นั่น แล้วฉันอาหารจนเสร็จเรียบร้อย ฝ่ายปริพาชกก็ทำหน้าที่คอยปัดแมลงให้ เขาจะมีพัด มีแส้สำหรับปัดแมลงอยู่ รอจนอิ่มหนำสำราญแล้ว  ถวายน้ำล้างมือให้ ถวายน้ำฉันให้ ที่นั่งก็เขาไปจัดไว้ให้นั่นเอง แล้วจึงถามว่าท่านเป็นศิษย์ของใคร ใครเป็นอาจารย์ของท่าน ท่านชอบใจในธรรมของใคร พระอัสสชิบอกว่าท่านเป็นศิษย์ของพระมหาสมณะ  ผู้ออกบวชจากศากยตระกูล ท่านเป็นผู้ใหม่ เพิ่งจะเข้ามาในศาสนาไม่นาน การจะแสดงธรรมโดยพิสดารนี้ทำไม่ได้ ถ้าจะให้แสดงโดยย่อพอได้ อุปติสสะปริพาชกบอกว่าแค่โดยย่อก็เพียงพอแล้ว พระอัสสชิจึงกล่าวว่า

 

เย ธมฺมาเหตุปฺปภวา      เตสํ เหตํ ตถาคโต

เตสญฺจ โย นิโรโธ จ       เอวํ วาที มหาสมโณ

 

ธรรมทั้งหลายเหล่าใดเกิดแต่เหตุ ตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมนั้น และวิธีดับเหตุแห่งธรรมนั้น

ถ้ากล่าวเพียงแค่นี้ ใครก็ทำไม่ได้หรอก ใครจะทราบว่าพระพุทธเจ้าแสดงเหตุแห่งธรรมนั้นอย่างไร และวิธีดับ ดับอย่างไร ดังนั้น ต้นมีแค่นี้ วิธีทำคืออย่างไร เอ้า นั่งขัดสมาธิ

 

ธรรมในที่นี้คือสภาวะที่เป็นทุกข์ทั้งปวง คือความรู้สึกทั้งปวงนั่นเอง อยู่ๆ มันจะเกิดไม่ได้ มันมีเหตุ เหตุของมันคือเพราะจิตไปจับอาการ ทั้งส่วนที่เป็นกุศลอกุศลต่างๆ ความรู้สึกก็คือทุกข์จึงเกิดขึ้น เหตุแห่งทุกข์คืออาการ วิธีดับก็ไปดับเหตุแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าชี้ให้รู้ว่าเหตุแห่งทุกข์จริงๆ มันอยู่ที่อาการ เพราะฉะนั้นต้องการจะดับต้องดับที่อาการ พอดับอาการ ความรู้สึกตามอาการก็ดับ ทุกข์ก็เลยดับ

 

แต่เรามักจะเข้าใจผิดกัน ว่าทุกข์ของเราใครเป็นคนทำ เราไม่ได้มาดูว่า ทุกข์น่ะเราเป็นคนทุกข์ จิตเราเป็นคนทุกข์ เพราะฉะนั้นต้องดับตรงจิตเรานี้ เรามักจะไปดับที่คนอื่น พอไปดับคนอื่นมันก็ไม่ดับ อันนั้นไม่ใช่เหตุ เป็นเหตุของการทะเลาะเบาะแว้ง กล่าวหาว่ากันไปตามเรื่อง เป็นสงคราม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเหตุให้อุปติสสะปริพาชก พอลงมือทำก็เข้าใจ กำหนดยังไง บริกรรมยังไง ในที่สุดไม่ช้านัก วิปัสสนาญาณเคลื่อนถึงที่สุดด้วยอำนาจของอินทรีย์ที่แก่กล้าเต็มที่แล้ว มรรคผลนิพพานก็ถึงได้ในไม่ช้า ได้ดวงตาเห็นธรรม  เป็นพระโสดาบัน จึงได้เล่าให้ท่านอาจารย์อัสสชิฟังว่า เขามีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง จะต้องไปหาเพื่อนเพราะมีสัญญากันอยู่ ก็ไปแสดงธรรม “เย ธมฺมาเหตุปฺปภวา” นี่แหละให้เพื่อนฟัง เพื่อนชื่อว่า โกลิตะ โกลิตะพอได้ฟังธรรมปฏิบัติได้ดวงตาเห็นธรรม ดังนั้น อุปติสสะปริพาชกและโกลิตะปริพาชกพาบริวารของตนคนละ 250 คนไปลาอาจารย์ ชวนอาจารย์ไปด้วย แต่อาจารย์สัญชัยไม่ไป สองสหายเลยพาบริวารของตนเองไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วขอบวช บวชเสร็จแล้ว โกลิตะ เราก็รู้กันในนามของพระโมคคัลลานะ อุปติสสะ เราก็รู้กันในนามของพระสารีบุตร โกลิตะไปบำเพ็ญเพียรที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แก้อารมณ์ให้ 7 วันก็ได้บรรลุเป็นอรหันต์ ส่วนสารีบุตรนั้นไปบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชกูฏ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก้อารมณ์ให้ ในวันที่ 15 หลังจากบวช จึงสำเร็จอรหันต์เหมือนกัน

 

วันที่พระสารีบุตรสำเร็จอรหันต์ เป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 คือคล้ายๆ วันนี้แหละ ในตอนบ่ายวันนั้นเอง ที่เวฬุวัน ห่างจากเขาคิชกูฏไปพอสมควร พระสงฆ์ได้มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยพร้อมเพรียงกัน ท่านบอกว่ามิได้นัดหมาย ท่านรู้อยู่ว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ แต่ไม่ได้นัดหมายกันว่าจะมาวันนี้ ทุกๆ ท่าน ใจมุ่งตรงมาที่เดียวกัน และมาชุมนุมกันที่นี่ ตรงนี้ก็อาจเป็นเครื่องวิเคราะห์ได้ว่า วันกลางเดือน 3 เป็นวันศิวาราตรีของพราหมณ์ ซึ่งเป็นวันลอยบาปล้างบาปในแม่น้ำคงคา เขาจะทำพิธีกันทั่วทุกที่ที่มีพราหมณ์อยู่ ในเมื่อบรรดาพุทธสาวกสมัยนั้นเป็นฮินดู เป็นพราหมณ์ทั้งหมด ทุกปีเคยไปอาบน้ำทำพิธี ลอยบาปล้างบาป ตอนนี้ได้เป็นพุทธสาวกไปแล้ว ก็อยากจะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะให้ทำอะไรในวันนี้ นี่เป็นสันนิษฐานนะ อาจจะใช่ก็ได้ ไม่ใช่ก็ได้ บรรดาอาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวไว้ อาจารย์ก็นำมาพูดอีกต่อหนึ่ง

 

และในตอนบ่ายนั้นเอง มีพระเข้าร่วมชุมนุมถึง 1,250 รูป และเป็นอรหันต์ทั้งหมด เป็นพระที่พระพุทธเจ้าบวชให้ทั้งหมดอีกด้วย แล้วก็ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ พระสารีบุตรสำเร็จอรหันต์ก่อน ก่อนที่จะมีการชุมนุม ถ้าหากพระสารีบุตรสำเร็จอรหันต์เที่ยงหรือบ่ายโมง เวลาชุมนุมก็คงจะเกินกว่านั้น แล้วเวลาที่เดินเท้าจากเขาคิชกูฏไปถึงเวฬุวันก็ไม่ใช่ใกล้ๆ เหมือนกัน ใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นก็ใช้เวลาทั้งหมด มีเวลาทั้งหมด ถ้าดูกันตามนี้

 

 

เราจะมองได้อีกแง่หนึ่งว่า พระสงฆ์ที่ไปประกาศศาสนา โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่งไปนั้น น่าจะถือโอกาสเอาวันสำคัญในศาสนาพราหมณ์นัดมาพบพระพุทธเจ้าเพื่อรายงานผลการปฏิบัติงาน การเผยแผ่ธรรมว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสอย่างไร จะมีวิธีการ หรือมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคอย่างไร อยากจะฟังพระองค์เลยถือโอกาสวันนี้พอดี น่าจะได้ผล 2 อย่าง คือ อย่างหนึ่งว่า จะทำอะไรในวันนี้ จะได้เป็นประเพณีสืบไปในภายหน้า อย่างที่สอง ถือโอกาสรายงานผลการปฏิบัติงานด้วยว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น เมื่อมีพระสงฆ์มาชุนนุมกันจำนวนมากในวันนี้ อาจเริ่มรายงานกันตั้งแต่ตอนเช้าแล้วก็ได้ ใครไปทำงานแล้วมีปัญหาอะไร ประสบความสำเร็จอย่างไร

 

ตอนบ่าย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงถือโอกาสประชุมสงฆ์ครั้งที่ 2 ครั้งแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ครั้งที่สองที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ เป็นป่าเหมือนกัน ป่าไม้ไผ่ ที่เรานิยมไม้ไผ่เพราะป่าไม้ไผ่เป็นวัดแรก ถือว่าเป็นปฐมฤกษ์ จึงนิยมตั้งชื่อวัด สถานปฏิบัติธรรมเลียนแบบตรงนี้ไป   เลยมีเวฬุวันอยู่ทั่วประเทศ นี่เป็นสาเหตุที่เกิดวัดเวฬุวัน ที่ปฏิบัติเวฬุวัน ป่าเวฬุวัน ด้วยเหตุนี้

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า น่าจะได้ข้อมูลต่างๆ ที่บรรดาอรหันต์ทั้งหลายรายงานมา ตั้งแต่เช้าแล้วค่อนข้างจะบริบูรณ์ ดังนั้นพระองค์จึงได้ประมวลลงมาไว้ใน โอวาทปาฏิโมกข์ 3 คาถาครึ่ง โดยจำแนกออกเป็น 3 ส่วน

 

ส่วนหนึ่งคือ เป็นการแก้ปัญหาแนวทางปฏิบัติ พร้อมทั้งเคล็ดวิชา

ส่วนที่สอง เป็นนโยบายในการสอน นโยบายในการปฏิบัติธรรม

ส่วนที่สาม เป็นคุณธรรมของความอยู่ร่วม และการเอาตัวเองให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ เพื่อทำงานพระพุทธศาสนาได้โดยไม่กระทบกระทั่งกัน

 

ในคาถาแรก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา      นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี     สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต       

 

แปลเป็นใจความโดยสรุปได้ว่า ขันติ คือ ความอดทน เป็นตบะเครื่องเผาผลาญกิเลสให้เร่าร้อนอย่างยอดเยี่ยม เมื่อเผากิเลสให้เร่าร้อน กิเลสมันจะอยู่บ้านได้ไหม  ไม่ได้  เมื่ออยู่ในบ้านไม่ได้  มันก็ออกมาให้เราเห็น พอเราเห็นแล้วก็ใช้ไม้ที่สอง

 

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา

การดับกิเลสที่มันโผล่มาให้เราเห็น ถ้ามันไม่โผล่มาให้เราเห็น เราก็ดับไม่ได้ ทีนี้พอมันโผล่มาให้เราเห็น เราจึงดับมันได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายบอกว่า อย่างนี้จึงจะถึงสุดยอด ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่ถึงสุดยอด กิเลสโผล่มาเราหนีมันหรือปล่อย มันก็กลับไปที่เดิม จิตไม่สะอาด ถ้าจิตจะสะอาดต้องขจัดมัน พอขจัดมันนั่นแหละพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า  ถึงสุดยอดได้  พระพุทธเจ้าของเราตรัสอ้างว่าอย่างนั้น  เอานี่  ใครที่เป็นอาจารย์เอาไปสอนลูกศิษย์ตามนี้  ใครที่เป็นผู้ปฏิบัติเอาไปทำตามนี้  เวลาทำเคล็ดวิชามีอยู่ว่า

 

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี    สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต

บรรพชิตก็คือผู้ต้องการละเว้น ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่น สมโณ โหติ จึงจะมีความสงบ ในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงเพียงแค่ศีลเท่านั้น  ที่ไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ทางใจในขณะที่กำหนดอะไร ต้องไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียนด้วย เพราะฆ่าเบียดเบียนนั้นเป็นอัตตา อัตตาเกิดแล้วก็มีปัญหา แทนที่จะแก้ปัญหา มันมีปัญหาเกิดขึ้นมาอีก เป็นวิปลาส ทำไปทำมาไม่แก้ไขให้ถูกต้อง  อาจวิปริตได้  แทนที่กำหนดแล้วสงบ  จะกลายเป็นฟุ้งแทน

 

นโยบายในการทำกรรมฐาน ตรัสสั่งไว้ว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาปด้วยประการทั้งปวง บาปทางกาย ทางวาจา ใช้ศีลชำระให้มันออกไป เราใช้ศีลป้องกันไม่ให้ไปทำมันอีก ส่วนทางใจต้องใช้มรรค ใช้มรรคประหาร วิธีการทำให้มรรคเกิด ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง อาจจะมีชื่อว่า อาณาปานสติก็ได้ อาจจะชื่อว่า สัมมัปปทาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 สติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ทั้งหมด หรือจะไปเรียกวิธีอื่นๆ ก็ได้ แต่ปัญหาคือต้องทำให้มรรคเกิดได้

 

วิธีทำกรรมฐานใดๆ ก็ตามที่ทำให้มรรคเกิดไม่ได้ อันนั้น ไม่เรียกว่าเป็นวิชาการตรัสรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นนอกคำตรัสรู้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นต้องทำให้มรรคเกิด ทำให้มรรคเกิดก็คือ กำหนด พอเรากำหนดเราจะเห็นกิเลสต่างๆ ความสกปรกเศร้าหมองที่เข้ามาในจิต ถอยไป ออกไป หายไป ดับไป ความสะอาดของจิตก็ปรากฏ กุศลต่างๆ มีสมาธิเป็นต้นจะเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น เวลาเราทำกรรมฐาน ใหม่ๆ เดี๋ยวคิดก็เข้า เดี๋ยวดีใจก็เข้า เดี๋ยวรำคาญใจก็เข้า เมื่อเกิดขึ้น สติอยู่ที่คิด แล้วพูดตามอาการไปเลย คิดหนอ คิดหนอ เราจะเห็นคิดยุบลงๆ อันนั้นมรรค 8 เข้าไปประหารเขา สมาธิเสียก็กลายมาเป็นสมาธิดี หงุดหงิดก็หายไป รำคาญก็หายไป ดีใจก็หายไป ใจสะอาด อันนี้เป็นผลของการทำสมาธิ เป็นบุญ จิตสะอาดนี้เป็นบุญ เพราะฉะนั้น กิเลสเหล่านั้น มีคิด มีนึก มีดีใจ มีเสียใจ มีโกรธ มีโมโห ถูกดับไป ดับไป ดับไป พอดับไปจนมันไม่เกิดขึ้นมาอีก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

 

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา   นิพพานคือการดับกิเลสที่ออกมาให้เห็นเหล่านั้นให้หมด จึงจะถึงสุดยอดได้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสอย่างนั้น ดังนั้น เมื่อคิดเข้ามา อกุศลเข้ามาแล้ว กุศลหายไป กุศลสูปสมฺปทา เราก็ทำกุศลทั้งปวงที่หายไปให้ กลับมาบริบูรณ์เสีย  คือกำหนด ตามอกุศลที่มีนั่นเอง พออกุศลดับไป กุศลมีสมาธิเป็นต้นจะเกิดขึ้นมาบริบูรณ์เหมือนเดิม จิตสะอาดเหมือนเดิม บุญขึ้นมาเหมือนเดิมเลย เมื่อจิตสะอาดแล้วทำอย่างไร

 

นโยบายขั้นต่อไปคือ สจิตฺตปริโยทปนํ  เราก็รักษาความสะอาดของจิตไว้ ไม่ให้มันเสื่อม จิตจะสะอาดอยู่ตลอด เป็นบุญชั้นสูง ในระดับที่คิดกันเป็นขณะจิต อันนี้เป็นนโยบาย การสอนก็สอนให้เป็นอย่างนี้ สอนให้คนเว้นจากบาป ให้รู้จักวิธีละบาป ให้รู้จักวิธีขจัดบาปที่มันเข้ามาแล้ว ไม่ว่าจะด้านของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เทคนิคการทำ ทำอย่างไร เป็นไปเพื่อกันไม่ให้อกุศลต่างๆ เกิดขึ้น พอเกิดแล้วให้มันละไป ดับมันไป ให้หมดไป เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อภิญฺญาย

 

ทีนี้เมื่อเราทำให้เขาดับไปแล้ว จิตก็สะอาด กุศลก็กลับคืนมา มีสมาธิเป็นต้น แล้วเราก็รักษาความสะอาดนั้นไว้ รักษากุศลนั้นไว้ เป็น สจิตฺตปริโยทปนํ นี่เป็นนโยบาย ครูก็ต้องสอนอย่างนี้ นักเรียนก็ต้องปฏิบัติอย่างนี้ เทคนิคการทำก็คือข้อแรก ขันติคือความอดทน เป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสให้เร่าร้อน พอกิเลสออกมา เราก็ดับมันทิ้ง ใจก็สะอาด ก็คือให้มันดีดเอากิเลสออกมา แล้วเราก็ขจัด พอเราขจัดมันหมดแล้ว จึงจะเหมาะแก่การรองรับโลกุตรมรรค ดังนั้น ทั้งครูทั้งนักเรียน เวลาทำกรรมฐาน นโยบายอันนี้หนีไม่ได้ ต้องทำ แล้วนอกนั้นก็จะเป็นการอยู่ร่วม และการรักษาตัว รักษาหมู่คณะ ตรัสไว้ว่า

 

อนูปวาโท อนูปฆาโต

การไม่พูดค่อนขอดกัน การไม่พูดประหัตประหารกัน

 

ปาติโมกเข จ สํวโร

การสำรวมในพระปาฏิโมกข์

 

มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมิํ

การรู้จักประมาณในอาหาร

 

ปนฺตญฺจ สยนาสนํ

การอยู่ในเสนาสนะอันสงัด

 

อธิจิตฺเต จ อาโยโค

การบำเพ็ญเพียรทางจิตอย่างสูง คือต้องกำหนดสกัดสภาวจิตไม่ให้กิเลสเข้าเลย ให้จิตสะอาดจริงๆ ต้องใช้ความสามารถสูงมาก สูงที่สุดของชีวิต  จิตจึงจะพ้นจากอาสวะกิเลสเข้าถึงอรหัตตมรรคได้

 

เอตํ พุทฺธาน สาสนํ  

เหล่านี้แหละเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

 

เพราะฉะนั้นเมื่อเราบำเพ็ญเพียรทางจิตอย่างสูง กำหนดสภาวจิตไม่ให้กิเลสเข้ามา จิตสะอาดเพียงพอที่จะรองรับโลกุตรมรรค เมื่อกิเลสดับไปหมด คนเหล่านี้จะไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร อยู่ร่วมกับใครก็ได้ ที่ไหนก็ได้ จะเว้นจากการค่อนขอดกัน เว้นจากการประหัตประหารกันด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยจิต เป็นผู้มีปาติโมกข์สำรวมดีแล้ว เป็นผู้สันโดษ ไม่เห็นแก่กินมากจนเกินไป ไม่เห็นแก่นอนมากจนเกินไป ท่านจะเป็นผู้นิยมในเสนาสนะอันสงัดด้วยตนเอง นั่นจะเป็นการทำได้อย่างเด็ดขาด นี้เป็นโอวาทปาติโมกข์ทั้ง 3 คาถาครึ่งที่นำมาชี้แจง

 

เราในฐานะที่เป็นพุทธบริษัท เป็นหุ้นส่วนในบริษัทของพระพุทธเจ้า หน้าที่ที่พระองค์ประทานมาในครั้งนั้น ทุกคนจะต้องทำอยู่ การทำกรรมฐานให้แก่ตัวเอง จะต้องถือนโยบายอันนี้ และเทคนิคอันนี้ และวิธีการอยู่ร่วมกันในหมู่คณะแบบนี้ ไม่มีเปลี่ยนแปลง สองพันกว่าปีมาแล้ว จะสามพันปีแล้วก็ยังเหมือนเดิม  ผู้รู้ท่านกล่าวว่า  นับแต่นั้นมาได้มีการประชุมสงฆ์สวดโอวาทปาฏิโมกข์ทุกครึ่งเดือน  คือในวันเดือนเพ็ญและวันเดือนดับ  ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนเป็นสวดพระปาฏิโมกข์  เรียกว่าอุโบสถสังฆกรรมแทน

เพราะฉะนั้น การเผยแผ่พระศาสนาหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา  ได้มีการวางแผนการเรียนการสอนอย่างดี

เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่า  นโยบายที่พระพุทธเจ้าให้ไว้นั้นจะต้องทำแบบนี้

 

พระสงฆ์หรือผู้เผยแผ่พระศาสนาจะไปทำอย่างอื่นไม่ได้ ไม่ถูกต้องตามพุทธนโยบาย ไม่ถูกต้องตามนโยบายของพระพุทธเจ้า เคล็ดวิชาการเรียนการสอน เหมือนกับตอนต้นที่เรียกว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา การเรียนการสอนต้องเป็นแบบนั้น ครูเลยต้องล็อคเวลา เอ้า นั่งประมาณนี้ เดินประมาณนี้ คนไม่รู้ก็เลยไปแถมว่า ยืนประมาณนี้อีก ซึ่งไม่ใช่ ตอนที่เราเดินไปสุดทาง ยืนหนอก็ทำอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำพิเศษ หลังจากนั้น บางท่านไปนอนต่ออีก อ้างว่าเพื่อให้อินทรีย์สมดุล นั่นวิริยะขาดหมดแล้ว ปฏิบัติไม่ไปไหน ไม่ก้าวหน้า เพราะฉะนั้นต้องตรงตามพระพุทธเจ้าสอนทุกประการ ทุกขั้นตอน

 

ขั้นตอนที่หนึ่งทำให้กิเลสเร่าร้อนปรากฏตัวออกมา ขั้นตอนที่สองคือดับกิเลสที่ปรากฏตัวอยู่นั้น ขั้นตอนที่สามในขณะที่ดับกิเลสอยู่นั้น ต้องไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียนด้วยการเพ่ง เกร็ง บังคับ ไม่ให้อัตตาเกิด อันนี้เป็นเคล็ดวิชา เพื่อจะทำให้นโยบายนี้สำเร็จ นโยบายคืออะไร การไม่ทำบาปด้วยประการทั้งปวงการ สอนไม่ให้เขาทำบาปทั้งปวงเลย ยังกุศลทั้งปวงให้บริบูรณ์ การให้เขาทำกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการให้เขาดับ กำหนดประหารกิเลส ดับกิเลส อย่าไปเลี้ยงกิเลส กุศลทั้งปวงที่เสียไปจะบริบูรณ์ขึ้นมาเอง  เขาต้องศึกษาวิธีทำให้มรรคเกิด เมื่อกุศลบริบูรณ์แล้ว จิตสะอาดแล้ว สจิตฺตปริโยทปนํ รักษาระมัดระวังจิตไม่ให้สกปรก

 

การอยู่ร่วมก็มี อนูปวาโท อนูปฆาโต เป็นต้น การไม่ค่อนขอดกัน การไม่ประหัตประหารกัน จะไม่เป็นเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทกัน  การสำรวมในปาติโมกข์ แต่ถึงกระนั้นก็ตามเราอยู่ร่วมกัน บางทีมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง  อาจมาจากเรื่องอาหารการกิน  อาจมาจากการอยู่คลุกคลีร่วมกันมาก ๆ ก็ได้ทั้งนั้น

 

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า อาหารก็เอาแต่พอควร พออิ่ม  จะได้ไม่มีปัญหากับเพื่อนเรื่องอาหาร  จะได้ไม่เกียจคร้านในการทำงาน  ในการบำเพ็ญเพียรจะได้ไม่ง้วงเหงาหาวนอน เวลานอนจะได้ไม่นอนมาก ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ทำความเพียรให้มากที่สุด หาที่สงัดอยู่ จะได้ไม่วุ่นวาย ไม่มีปัจจัยให้พูดมาก  อันจะเป็นเหตุให้ถกเถียงกัน ให้ทะเลาะกัน จะได้บำเพ็ญทางจิตอย่างสูงสำเร็จ คือ ขจัดกิเลสที่มีในจิตให้หมดจนถึงกระแสนิพพาน จึงจะใช้ได้ เป็นอย่างนี้ ฉะนั้น พวกเราก็เพียรทำตามนี้เท่าที่เราจะพึงทำได้ ให้ดีที่สุด  จนสุดความสามารถ  ทำที่บ้านเราก็ได้ หรือสำนักงานเราก็ได้ บางทีเกิดความหงุดหงิด โกรธ โมโห ไม่พอใจบ้าง ที่มันไม่ได้อย่างใจ เราก็ดับกิเลสนี้เสีย ตอนนี้เราดับได้แล้วนี่ กำหนดมันก็ดับแล้ว โกรธหนอๆ โกรธก็จะดับ เอาโกรธทำบุญ ดีใจเข้ามา เราก็กำหนด ดีใจหนอๆ ดีใจก็จะดับ เอาดีใจทำบุญ ความอดทนอดกลั้นก็จะเกิดและเพิ่มพลังมากขึ้น  กลายมาเป็นผู้มีน้ำอดน้ำทนเพิ่มขึ้น  อย่างนี้เป็นต้น

 

ในขณะที่กำหนด เขาไม่ให้เพ่ง ไม่ให้เกร็ง ไม่ให้บังคับ เพราะจะเป็นอัตตา ใช้ไม้ได้ ไม่ให้มี อันนี้เป็นเคล็ดวิชา เพื่ออะไร เพื่อป้องกันไม่ให้บาปเกิด ขจัดบาปอกุศลให้มันออกไป ให้กุศลเข้ามา แล้วรักษากุศลอันมีความสะอาดของจิตเป็นต้นไว้  เป็นการสร้างความอดทนให้เกิดไปในตัว  จึงทำให้มีแรงต้านทานต่อบาปอกุศลได้อย่างเหนียวแน่น  เพราะฉะนั้นตรงนี้  คงจะพอมีเนื้อความที่ทำให้ท่านทั้งหลายได้มองเห็นว่า เราจะไปใช้อย่างไรที่บ้านของเรา เราจะทำบุญอย่างไร โดยไม่ต้องมาวัดก็ทำได้ จะมีอยู่ 2 เรื่อง คือ รักษาศีล รักษาที่ไหนก็ได้ ให้เจตนารักษา อีกส่วนหนึ่งคือการทำให้มรรคเกิด ถ้าทำให้ถูกต้องเพียงแค่ภาวนาไปตามความรู้สึก พูดในใจ อย่าไปพูดออกเสียง ถ้าพูดออกเสียงมันไม่หาย พูดในใจเดี๋ยวโทสะก็ดับ โมหะก็ดับ โลภะก็ดับ ราคะก็ดับ อะไรที่เป็นอกุศลทั้งหลาย คิด นึก หงุดหงิด รำคาญ ดับทั้งหมด พอดับแล้วจิตก็สะอาด เป็นกุศล เป็นการทำตามนโยบายที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในกลางเดือน 3 ตรงนี้เป็นส่วนที่ต้องการพูดถึงในวันมาฆบูชาเพื่อเป็นอนุสรณ์ วันนี้ก็กลายเป็นที่ยินดีของพระสงฆ์ที่ไปทำงานเผยแผ่ด้วยกัน แต่ไม่ได้ไปด้วยกัน กลับมาพบกันก็ปิติยินดี พระปัญจวัคคีย์ก็ดี สหายของยสกุลบุตรก็ดี ก็เป็นเพื่อนกันมีความรักใคร่กัน เคยจำพรรษาอยู่ที่เดียวกัน รู้จักกันมาก่อน  แต่ทุกคนไม่สามารถจะไปในที่เดียวกันได้ กระจายกันไป กลับมาเจอเพื่อนก็ยินดี ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงวันนี้เราจึงทำบุญเป็นกรณีพิเศษ มีการทำบุญตักบาตร และมีการเวียนเทียน

 

ในที่สุดนี้ก็ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจนบุญญาบารมีที่ได้ร่วมกันสร้างสมอบรมมา ร่วมกันสร้างศูนย์นี้เพื่อให้เป็นสถานที่ให้ธรรมทานแก่มวลมนุษย์ทั้งหลายโดยไม่จำกัดชาติชั้นวรรณะศาสนา ให้เขาได้มีโอกาสพ้นทุกข์ ถือเป็นการแผ่เมตตาที่ถูกต้อง และเป็นการมีส่วนร่วมในการให้ธรรมทานซึ่งถือว่าเป็นการให้ที่ชนะการให้ทั้งปวง ดังนั้นก็ขอให้ท่านทั้งหลายปราศจากโรคาอาพาธ มีความสำเร็จในการดำเนินชีวิต มีความสุขเกษมสำราญ คิดอะไรปรารถนาสิ่งใด ก็ขอให้สิ่งนั้นพลันสำเร็จโดยทั่วกันทุกท่านทุกคนเทอญ

ภาพ: http://th.wikipedia.org/wiki/วันมาฆบูชา