ธรรมบรรยายวันวิสาขบูชา 56

Submit to FacebookSubmit to Twitter

พิสูจน์การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ด้วยมรรค 

           

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

       

 


        ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่านที่ได้มาร่วมทำบุญในวันนี้ ทั้งพระสงฆ์องค์เณรและญาติโยม วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา เป็นวันบูชากลางเดือน 6 ในปีนี้งานที่นี่ได้รับความร่วมมือจากทุกๆ หน่วยของงาน ทั้งด้านเอกชน ทั้งด้านรัฐวิสาหกิจ ทั้งด้านราชการ ทั้งด้านส่วนราชการการเมืองท้องถิ่นต่างๆ ตลอดจนประชาชนลูกศิษย์ลูกหา คณะสงฆ์ได้ร่วมส่งพระเข้ามาปฏิบัติบ้าง ได้ร่วมกันลงแรงร่วมมือร่วมไม้กัน ทำให้งานนี้ลุล่วงมาได้ถึงทุกวันนี้ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี เป็นความสามัคคีของจังหวัดนครนายก ทั้งคณะสงฆ์และญาติโยม อาจารย์ก็อยากจะเห็นภาพพจน์ตรงนี้กระจายไปทั้งจังหวัด ให้จังหวัดนครนายกซึ่งมีแค่ 4 อำเภอ เกาะกุมรวมกันเป็นปึกแผ่น สร้างสรรค์สิ่งที่ถูกต้องให้แก่สังคม  เพื่อความสงบร่มเย็นเป็นสุขของพวกเราเองและบุตรหลานในอนาคต  เพื่อให้คณะสงฆ์และญาติโยมทั้งหลายได้มีความรู้ในวิชาการตรัสรู้เพื่อดับทุกข์ของพระพุทธเจ้า ขั้นพิสูจน์หลักฐานได้ เพราะฉะนั้นก็ถือเอาวันเกิดของพระพุทธเจ้า วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้า มาเป็นเงื่อนไขเป็นเหตุรวมใจของพวกเรา คิดว่าในปีต่อๆ ไป เราคงได้รับความร่วมมือเช่นนี้อีก

ท่านทั้งหลาย วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา เรารู้ว่าเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้ไหมว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในวันเดียวกัน มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ตรงนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเราว่า ให้เชื่อด้วยปัญญา ไม่ใช่เชื่อด้วยงมงาย เราพิสูจน์อย่างนั้นได้ไหม ว่าวันนี้พระพุทธเจ้าประสูติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และพระพุทธเจ้าปรินิพาน ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ ถ้าเราไม่สามารถจะขานไขตรงนี้ได้ ก็ไม่สามารถจะชี้แจงเพื่อบรรเทาความสงสัยของคนทั้งโลกได้

ในพระไตรปิฎก เกสปุตตสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์ไว้ ตอนหนึ่ง ว่า “มาปิฏกสมฺปทาเนน” อย่าพึงเชื่อแม้มีปรากฏในพระไตรปิฎก ไม่ให้เชื่อในพระไตรปิฎก แล้วจะเชื่ออย่างไร แสดงว่าพระองค์ต้องมีวิธีพิสูจน์ พระองค์ตรัสไว้กับสุภัททปริพาชก ว่า ถ้าเป็นคำสั่งสอนของพระองค์ ต้องสามารถทำให้มรรค 8 เกิดได้ ดังนั้นถ้าคำใดก็ตามเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันนั้นต้องพิสูจน์ได้ด้วยมรรค 8

เรามาดูว่าประวัติในวันวิสาขบูชานี้ ที่บอกว่าพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันเดียวกัน พิสูจน์ได้จริงหรือไม่ มีคำถามมาถึงท่านทั้งหลายว่า ตอนที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้น องค์ชายสิทธัตถะมีอายุได้เท่าไหร่ ยากไปไหม ถามใหม่ก็ได้ ตอนที่องค์ชายสิทธัตถะประสูติจากพระครรภ์มารดา เป็นพระพุทธเจ้าหรือยัง ยังใช่ไหม แสดงว่าตอนนั้นประสูติเพียงเป็นพระโพธิสัตว์ คือ สัตว์ที่จะตรัสรู้ พระพุทธเจ้าประสูติตอนไหน ตอนที่สิทธัตถะตรัสรู้ ถ้าองค์ชายสิทธัตถะไม่ตรัสรู้ เราจะเรียกพระองค์ว่าพระพุทธเจ้าหรือไม่ เราก็ไม่เรียกใช่ไหม แล้วพระองค์ตรัสรู้อะไร ตรัสรู้อริยสัจ 4 ประกอบด้วย 1.ทุกข์ 2.สมุทัย 3.นิโรธ 4.มรรค แสดงว่าคำสอนตรงนี้ พระพุทธเจ้ารับรองว่าเป็นคำสั่งสอนของพระองค์ เพราะพิสูจน์ได้ด้วยมรรค

ดังนั้นอริยสัจจึงเป็นรูปร่างของพระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นในขณะจิตที่พระสิทธัตถะโพธิสัตว์ตรัสรู้ อริยสัจจึงเป็นพระพุทธรูป  คือรูปร่างของพระพุทธเจ้าองค์จริง หลวงพ่อ (พระพุทธรูป) ที่นั่งอยู่รอบๆ ของเก๊ทั้งหมด พิสูจน์ด้วยมรรคไม่ได้ เขาเรียกว่าพระปฏิมากร เขาไม่เรียกพระพุทธรูป เพราะฉะนั้นถ้าดูกันตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว อริยสัจนั่นเองคือรูปร่างหน้าตาของพระพุทธรูป คือรูปของพระพุทธเจ้า และอริยสัจเมื่อเกิดขึ้นกับใครก็จะดับทุกข์ให้คนนั้น พระปฏิมากรเหล่านี้ดับทุกข์ให้ใครได้ พระพุทธรูปองค์จริงก็คืออริยสัจเพราะพิสูจน์ได้ด้วยมรรค ดังนั้นถ้าเราต้องการเห็นพระพุทธเจ้าต้องทำให้อริยสัจเกิดขึ้น และอริยสัจเกิดในขณะจิตเดียวกันกับที่พระโพธิสัตว์ตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ตรัสรู้วันไหน ขณะจิตไหน พระพุทธเจ้าก็เกิดตอนนั้น ประสูติตอนนั้น ดังนั้นใครก็ตามที่ปฏิบัติธรรมแล้วเห็นอริยสัจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เห็นพระองค์ เห็นเส้นทางที่พระองค์เสด็จไปสู่มรรคผลนิพพาน ดังนั้นก็คือเห็นรอยพระพุทธบาทองค์จริงด้วย ถ้าเราจะตามเสด็จพระพุทธองค์ไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องตามรอยพระพุทธบาทคืออริยสัจนี้เท่านั้น นี่ก็พิสูจน์ด้วยมรรคเช่นเดียวกัน

ในคำตรัสกับพระวักกลิ พระองค์ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” คำว่าเห็นธรรมนี้ พระมหากัสสปะ ได้ยืนยันในที่สังคายนา ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา เขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ ตอนสังคายนาครั้งที่ 1 ว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหมายถึงเห็นนิโรธ” นี่ก็ต้องพิสูจน์ด้วยมรรค แล้วเคยได้ยินไหมว่า พระพุทธเจ้าบอกไว้ที่ไหนว่า ถ้าเห็นพระสิทธัตถะสัมมาสัมพุทธเจ้าคือเห็นพระองค์ เคยได้ยินไหม ไม่มีบอกไว้ที่ไหนเลย มีแต่บอกว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” เห็นธรรมก็คือเห็นนิโรธ ก็หมายความว่าคนที่จะทำให้นิโรธเกิดขึ้นมาได้ต้องทำให้มรรคเกิดเรียบร้อยแล้ว เพราะมรรคเกิดนิโรธจึงจะเกิด ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะเห็นแค่ทุกข์กับเหตุแห่งทุกข์ ส่วนทุกข์ดับและวิธีลงมือทำให้ทุกข์ดับ เราไม่เห็น เพราะฉะนั้นการพิสูจน์การเห็นพระพุทธเจ้า ก็พิสูจน์ได้ด้วยมรรค

มีคำถามอยู่คำถามหนึ่ง ว่า ในขณะที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ตอนนั้นสำเร็จอรหันต์หรือยัง (ตอบ) สำเร็จอรหันต์แล้ว อยากถามว่าปรินิพพานหมายความว่าอย่างไร ดับแล้วเกิดอีก หรือดับแล้วดับเลย ตอนที่สำเร็จอรหันต์ กิเลสดับแล้วเกิดอีกหรือไม่ (ตอบ) ไม่เกิดแล้ว ดังนั้นแสดงว่ากิเลสปรินิพพานหรือยัง (ตอบ) กิเลสปรินิพพานแล้ว

ในอรรถกถากล่าวไว้ว่า ปรินิพพานมีอยู่ 3 ประเภท ประเภทหนึ่ง คือ กิเลสปรินิพพาน พระอรหันต์ทั้งหลายรวมถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิเลสต้องปรินิพพานก่อน เมื่อกิเลสปรินิพพานแล้วจึงได้ดับขันธปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ตอนเมืองกุสินาราจะตรงกันหรือเปล่าไม่รู้ แต่ปรินิพพานตอนที่พระสิทธัตถะโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นอรหันต์ เกิดในขณะจิตเดียวกับที่พระสิทธัตถะตรัสรู้ เกิดในขณะจิตเดียวกับที่พระโพธิสัตว์ประสูติเป็นพระพุทธเจ้า ดังนั้นพระองค์ตรัสรู้วันไหน วันนั้นก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าประสูติ และปรินิพพานแล้วด้วยกิเลสปรินิพพาน อันนี้เป็นวิธีการพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า ในวันวิสาขบูชา ว่า ทำไมวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าจึงตรงกัน ความจริงพูดเป็นวันนี่ช้าไป ต้องพูดเป็นขณะจิต ขณะจิตใดก็ตามที่สิทธัตถะโพธิสัตว์ตรัสรู้ ขณะจิตนั้นพระพุทธเจ้าประสูติ และขณะจิตนั้นพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วด้วยกิเลสปรินิพพาน

ปรินิพพานอีกประเภท คือ ดับขันธปรินิพพาน เกิดขึ้นที่เมืองกุสินารา ถัดจากนั้นอีก 45 ปี และปรินิพพานอีกประเภท คือ ธาตุปรินิพพาน กระดูกของพระพุทธเจ้า หรือพระบรมสารีริกธาตุ ที่สุดแล้วก็ปรินิพพาน ต้องดับเพราะเกิดจากธาตุบัญญัติทั้งหลาย ในที่สุดเน่าเปื่อยแปรสภาพไปเป็นธรรมดา อันนี้เป็นปรินิพพานทั้ง 3 อย่างที่มีปรากฏในอรรถกถา

เพราะฉะนั้นทั้งหมด ถ้าเราเชื่อว่าวันนี้เป็นวันตรัสรู้ ก็แสดงว่าวันนี้ต้องเป็นวันประสูติและปรินิพพานไปพร้อมกันด้วย อันนี้พิสูจน์ได้ด้วยมรรคตามที่มีหลักฐานยืนยัน ส่วนที่ประสูติที่ป่าลุมพินีวัน ตอนนั้นประสูติเป็นพระโพธิสัตว์ วันที่เท่าไหร่ไม่สามารถรับรองได้ ต้องไปดูเอาเอง จะตรงกับวันตรัสรู้หรือไม่ อันนี้ไม่แน่ หรือถัดจากนั้นอีก 45 ปีไปตรงกับวันปรินิพพานหรือไม่ อันนั้นต้องไปดูปฏิทินกัน ซึ่งพิสูจน์ด้วยมรรคไม่ได้ สิ่งที่พิสูจน์ด้วยมรรคได้ก็คือดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าเรามีความศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องหัวแข็ง ต้องมีความรอบคอบ ถ้าพิสูจน์ตามกาลเวลาอาจจะตรงก็ได้ แต่ถ้าพิสูจน์โดยธรรม เราสามารถพิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า “อกาลิโก” ไม่เกี่ยวกับเวลา ถ้าเราสามารถทำให้มรรคเกิดก็สามารถพิสูจน์ได้ทันที พระอานนท์บอกว่า “มรรคโค สญฺชาญาติ” มรรคเกิดมาพร้อม ไม่ได้เกิดทีหลังหรือเกิดก่อน อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของวันวิสาขบูชา แล้วเราก็ได้มาทำบุญกันตรงนี้ ถือว่าเป็นความสามัคคีของหลายท่าน พระก็มาจากหลายจังหวัด เราถือว่าได้ทำบุญกับพระทั่วประเทศ เราไม่ต้องไปนิมนต์ ท่านมาเอง พวกเราเองก็สามัคคีกันทำบุญ ถือว่าเป็นวันแห่งความสามัคคีประจำจังหวัดนครนายกก็ว่าได้ มีศูนย์เป็นเหมือนศูนย์กลางของจิตใจของพวกเรามาร่วมกันทำงานตรงนี้ ก็ขออนุโมทนาบุญกับท่านทั้งหลาย ทุกท่าน ตั้งแต่โยมที่เป็นประธาน กระทั่งถึงหน่วยราชการทุกท่าน ตลอดจนพวกเราหลายๆ กลุ่ม มาร่วมไม้ร่วมมือทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ ในวันนี้เรามาทำบุญทำกุศลกัน กลุ่มบุคคลที่ละทิ้งกันไม่ได้ก็คือกลุ่มบุคคลมูลนิธิพุทธวิหาร แล้วที่ละทิ้งกันไม่ได้จริงๆ ก็คือผู้ทำหน้าที่ก่อนนั้น คือ กรรมการที่พักสงฆ์

ในที่สุดนี้ก็ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ตลอดจนบุญกุศลที่เราท่านทั้งหลายได้ร่วมกันทำในวันนี้ และบุญที่เราทำนี้เราอุทิศให้แก่ท่านใดก็ตามเป็นปัตติทานมัย ก็ขอให้บุญทั้งหลายเหล่านี้จงมารวมกันเป็นตบะเดชะ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุขความเจริญ มีความสำเร็จในการดำเนินชีวิต คิดอะไรปรารถนาสิ่งใด ก็ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีความสำเร็จ จงมีความสำเร็จ จงมีความสำเร็จ ดังความปรารถนาด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

ภาพ: อรรถนิติ ลาภากรณ์