พรปีใหม่

Submit to FacebookSubmit to Twitter

ธรรมบรรยาย หัวข้อ “พรปีใหม่” แสดงในวันที่ 31 ธ.ค.55 และ 1 ม.ค.56

                วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เจตนาของหลายท่านที่มาก็อยากจะได้พร “พร” มาจากภาษาบาลีว่า “วะระ” แล้วเขาก็เอา ว แหวน ไปแผลงเป็น พ พาน เป็นภาษาสันสกฤต อ่านว่า “พะ-ระ” พอมาเจอภาษาไทย พะ ระ เราฟังไม่ถนัด เราเลยเรียกว่า พระ แล้วเอาวิสัญชนีมาใส่ข้างหลัง ร เรือ แล้วอ่านว่า พระ-ระ พอเจอศัพท์ที่เขาไม่ได้ใส่สระอะ แทนที่จะอ่านว่า พะ-ระ อย่างที่ภาษาสันสกฤตอ่าน เราก็อ่านว่า “พอน” อันนี้เป็นต้นกำเนิดของคำว่า “พร” แปลว่า ดี หรือ ประเสริฐ

                คำว่า “ดี” คนอื่นเขาบอกให้เราดี เราดีได้ไหม คำว่า “ประเสริฐ” คนอื่นเขาสรรเสริญว่าเราเป็นคนประเสริฐ จริงๆ แล้วเราประเสริฐได้ไหม เพราะฉะนั้น “ดี” ขึ้นอยู่กับทำดีใช่ไหม พูดดี เจตนาดี คิดดี “กาย วาจา ใจ” ต้องดี การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ต้องดี ไม่ใช่อยู่ที่คำพูดที่ใครว่าเราดีหรือเลว ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำ ดังนั้น “พร” ประการแรกคือคำว่าดีนั้น เกิดจากการกระทำ แต่พวกเราพอปีใหม่ทีก็เอากระดาษชิ้นเล็กๆ ส่งไปให้กันที แล้วก็บอกว่าพรมาแล้ว ง่ายดีไหม ยิ่งให้พรกันมากเท่าไหร่ประเทศชาติก็ยิ่งแย่ เพราะฉะนั้นปีนี้เราน่าจะเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนเป็นพรให้ตรงกับบัญญัติภาษาที่เขาบัญญัติมา คือ พรอยู่ที่การกระทำ อยู่ที่ว่าเราทำดีไหม เราพูดดีไหม เราคิดดีหรือเปล่า แล้วเดี๋ยวเรามาดูว่าจะต้องวางแบบอย่างไร

                อีกคำคือ “ประเสริฐ” ไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่ตั้งให้แล้วเราก็ประเสริฐ แต่อยู่ที่การกระทำของเราเหมือนกัน เราทำในส่วนที่งดเว้นจากความชั่วที่เป็นอันตราย เป็นพิษเป็นภัยต่อมวลมนุษย์หรือสรรพสัตว์ต่างๆ หรือเปล่า หรือเราทำส่วนที่เป็นประโยชน์ เป็นสิ่งที่เกื้อกูล เป็นสิ่งสนับสนุน ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ในสิ่งที่เอื้ออำนวยต่อความสุขความเจริญ ทั้งในด้านจิตใจ ด้านกาย ด้านวาจา สิ่งแวดล้อมต่างๆ เราทำให้ดี หรือเราทำลายให้เลว ฐานะครอบครัวเราทำให้ดีหรือทำให้เลว ลูกเราหลานเรา ภรรยาสามี พ่อแม่ผู้มีบุญคุณ เพื่อนบ้าน เราช่วยอุปถัมภ์ค้ำชูให้ท่าน ช่วยอุปัฏฐาก ช่วยสงเคราะห์ ช่วยทำให้ดีหรือช่วยทำให้เลว ถ้าทำให้ดีก็เป็นประเสริฐ เราก็กลายเป็นคนประเสริฐ แต่ถ้าเราทำให้เลว ถึงเขาจะเอาพรมาให้เราทั้งปีก็ไม่มีทางประเสริฐไปได้ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แต่ยังเป็นโทษอีก อย่างนั้นไม่ดี อย่างนั้นคำว่า “พระ” ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนนั้น

เพราะฉะนั้นปีนี้เราทำความเข้าใจกับคำว่า “พร” ซึ่งผลพลอยได้ก็ได้คำว่า “พระ” ไปด้วย “พระ” ก็แปลว่า ดีหรือประเสริฐ นั่งอยู่เฉยๆ นอนอยู่เฉยๆ เกียจคร้านงานไม่ทำจะประเสริฐตรงไหน ก็จะมีแต่คนตำหนิ ฉันใดก็ฉันนั้น เราต้องการเอาพระเข้าไปไว้ในตัวเรา เราก็ต้องเว้นจากส่วนที่ไม่ดีทั้งหลาย แล้วทำในส่วนที่ดีทั้งหลายให้เกิดขึ้น จิตใจเราก็จะเป็นจิตใจของคนที่ประเสริฐ วาจาก็จะเป็นวาจาของคนประเสริฐ การกระทำก็จะเป็นการกระทำของคนประเสริฐ ความประเสริฐนั้นก็จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อสังคม คือ ครอบครัวของเรา หน่วยงานของเรา ประเทศชาติบ้านเมืองของเรา หรือของโลก ให้เจริญรุ่งเรืองไปสู่สันติสุขอันดีงาม ดังนั้นบ้านเราก็เป็นบ้านประเสริฐ หน่วยงานเราก็เป็นหน่วยงานประเสริฐ ประเทศชาติบ้านเมืองก็เป็นประเทศชาติบ้านเมืองที่ประเสริฐ โลกนี้ก็จะเป็นโลกประเสริฐ เหมาะแก่การอยู่ของมวลมนุษย์ทั้งหลาย ถือว่า “พระ” ได้ไปอยู่ทุกๆ ที่ ทุกหนทุกแห่ง ถึงแม้ว่าเราไม่ได้แขวนพระไป ไม่ต้องแขวนสายสร้อยให้ผู้ร้ายมาฉุด แต่เราก็ชื่อว่าเรามีพระอยู่ นั่นแหละพระตัวจริง หลวงพ่อที่นั่งอยู่เป็นพระพุทธปฏิมากรทำอะไรไม่ได้ นี่เป็นสมมติบัญญัติขึ้นมาเท่านั้นเอง แต่พระองค์จริงอยู่ที่เรา อยู่ที่การกระทำของเรา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “โยโว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยนสตฺถา” แปลเป็นใจความได้ว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใด ที่เราได้บัญญัติแล้ว ได้เทศน์ไว้แล้ว เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว พระธรรมวินัยนั้นจะเป็นศาสดาผู้สอนเธอทั้งหลายแทนเรา เพราะฉะนั้นศาสดาที่สอนพวกเราทั้งหลายทั้งโลกนี้ก็คือพระธรรมและพระวินัย ก็คือส่วนที่จะทำให้เว้นจากความชั่วทั้งปวง จะทำให้เราทำความดีทั้งปวง ซึ่งเป็นการยกระดับจากคนที่เคยชั่วให้หลุดพ้นมาสู่ความเป็นคนที่ประเสริฐ คือ มีพระทั้งสององค์ ทั้งพระธรรมและพระวินัย แขวนติดตัวไปนั่นเอง

ในปีนี้พรที่จะให้ อาจารย์พิจารณาดูมาสองสามวันแล้วว่า ควรจะเป็นแนวทางปฏิบัติชนิดไหน จึงจะสามารถเอื้ออำนวยต่อความประเสริฐสมกับเป็นพรส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เมื่อพิจารณาโดยรอบคอบแล้วก็เห็นว่า มีธรรมอยู่หมวดหนึ่งที่จะทำให้สมประสงค์ตรงความปรารถนาทุกประการ นั่นก็คือ “บุญ” บุญคือการชำระเพื่อให้เกิดความสะอาด ในหลักของการทำบุญจะมีคุณธรรมอยู่กลุ่มหนึ่ง คุณธรรมกลุ่มสำคัญนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคุณสมบัติของผู้ใหญ่หรือผู้บริหาร ที่จะต้องนำเอาคุณธรรมนี้ไปพัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือผู้น้อย ถ้าเอาคุณธรรมนี้ไปใช้ก็จะเกิดความร่มเย็นเป็นสุขทุกประการ ลัทธิศาสนาไหนก็เป็นสุข ครอบครัวไหนๆ ก็เป็นสุข หน่วยงานไหนๆ ก็เป็นสุข คุณธรรมนั้นคืออะไร

คุณธรรมนั้น คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เรามาดูตั้งแต่เช้ามาเรารับศีล ศีลเกี่ยวอะไรกับเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา “เมตตา” ก็คือความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เขามีสุข เขาไม่มีทุกข์แต่เราก็อยากให้เขามีสุขเพิ่มขึ้นไป “กรุณา” ความสงสาร เขามีทุกข์อยู่ อยากให้เขาพ้นทุกข์ “มุทิตา” เขามีสุขอยู่แล้ว เราก็อยากให้เขามีสุขยิ่งๆ ขึ้นไป “อุเบกขา” เมื่อเกิดปัญหาไม่สามารถใช้เมตตา กรุณา มุทิตา เราก็ใช้อุเบกขาในการทำดี

การรักษาศีล บางทีเราโกรธ พอโกรธขึ้นมาถ้าเราไม่มีคุณธรรมทั้ง 4 ประการ ก็อาจจะมีการทำร้ายกัน ฆ่ากัน ประหัตประหารกันได้ ยกตัวอย่างศีลข้อ 1 เมื่อไหร่เรามีความรักใคร่ เพราะเขาเป็นลูกเป็นหลานเป็นพ่อแม่พี่น้องกัน โดยปกติเราอยากให้เขาเป็นสุข เมื่อมาทำให้เราโกรธ แต่คนนี้เป็นลูก เป็นภรรยา เป็นสามี เป็นพ่อแม่พี่น้องมิตรสหายกัน โทสะจะลดลง เมื่อโทสะลดลงก็อภัยทาน อโหสิกรรมได้ โอกาสที่จะละเมิดศีลข้อ 1 ก็ถูกลบล้างไปด้วยอภัยทาน โดยมีเมตตาเป็นเหตุ หรือกรุณาก็เหมือนกัน ถ้าเราทำร้ายเขา ตัวเขาก็จะเดือดร้อน เป็นทุกข์ ก็เลยอโหสิกรรม เป็นการให้อภัย เป็นอภัยทาน หรือบางทีเราไม่พอใจ อิจฉาริษยาขึ้นมา อยากจะทำร้ายเขา จะฆ่าเขา แต่ก็รู้สึกว่าเป็นการทำลายความสุขของเขา ยินดีกับเขาก็เลยไม่ฆ่า ไม่ทำร้าย ศีลข้อปาณาติบาตก็สามารถรักษาไว้ได้ หรือบางทีเรามีใจบุญ พอรู้ว่าไปทำร้ายเขาเป็นบาป เราเกรงว่าจะได้รับบาป ไม่มีทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา แต่เรากลัวบาป กลัวบุญเราจะเสีย อย่างนี้จิตเป็นอุเบกขาอยู่ ก็สามารถเว้นจากการละเมิดศีลข้อ 1 ได้เหมือนกัน ศีลข้ออื่นก็เหมือนกัน เหล่านี้เป็นอภัยทานซึ่งมีอานิสงค์สูง ก็มาจากเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นพื้นฐาน

หรือการให้ทาน ให้ทรัพย์สินสิ่งของ บางทีลูกหลานเขาก็ไม่ได้เดือดร้อน แต่เราต้องการให้เขามีความสุข เราก็เลยให้ เมตตาจึงเป็นกุศล เป็นเหตุให้เราให้ทาน การให้ทานก็เป็นบุญเพราะไปขจัดความตระหนี่ ความโลภ และความอิจฉาของเราได้

หรือบางทีเขามีทุกข์มีร้อน น้ำท่วม สึนามิมา ไฟไหม้ เราก็เกิดความสงสาร เขามีทุกข์ เราอยากให้เขาพ้นทุกข์ เราก็เลยบริจาคทาน ให้ทรัพย์สิน ให้ข้าว ให้น้ำ ให้สถานที่อยู่อาศัย การให้เหล่านี้มีกรุณาเป็นฐาน กรุณาจึงเป็นกุศล ส่วนการให้เป็นบุญ เป็นการชำระความโลภ ความอิจฉา และความตระหนี่ของเราได้

หรือบางทีลูกเรียนจบปริญญา เพื่อนพ้องได้เลื่อนขั้น การงานเจริญรุ่งเรือง เราก็ยินดีกับเขา หารางวัลไปให้เพื่อเป็นสินน้ำใจให้เขามีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป เขาจะได้มีกะจิตกะใจทำงานที่เป็นคุณเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น การให้อย่างนี้เรียกว่ามุทิตา มุทิตาจึงเป็นกุศล ส่วนการให้ครั้งนั้นก็เป็นบุญเพราะไปกำจัดความโลภ ความอิจฉาริษยา และความตระหนี่ของเราได้

หรือเรามาทำบุญที่วัด ถามว่าสงสารพระใช่ไหม ก็เปล่า มีความรักใคร่พระหรือ ก็เปล่า พลอยยินดีกับพระใช่ไหม ก็เปล่าอีก แต่เพราะเราอยากได้บุญ เราจึงมาทำบุญ นี่จึงชื่อว่าเป็นการให้ด้วยต้องการทำบุญ คือ ชำระความโลภ ความอิจฉา และความตระหนี่ของเราออกไป ให้จิตเป็นอุเบกขา ลักษณะของอุเบกขาเป็นอย่างนี้

ส่วนของศีลและส่วนของทาน ถ้าดูโดยรวมก็จะเห็นว่าเกี่ยวกับคุณธรรมหมวดเดียวกัน คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา บรรดาอริยะอาจารย์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น จึงบอกว่า เป็นคุณธรรมที่ผู้ใหญ่ต้องนำเอาไปบริหาร เป็นผู้ใหญ่ในครอบครัวต้องบริหารครอบครัว เป็นผู้ใหญ่ในโรงเรียนต้องเอาไปบริหารบุคลากรในโรงเรียน ตั้งแต่ครูบาอาจารย์ไปจนถึงนักเรียน ให้เขามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่ถูกต้อง เป็นผู้ใหญ่ของหน่วยงานก็ต้องเอาไปบริหารหน่วยงาน บริหารผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นผู้บริหารประเทศชาติก็ต้องเอาไปบริหารทุกองค์กรของประเทศชาติ ให้บุคลากรใต้บังคับบัญชามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

ท่านจึงบอกว่าเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นพรหมวิหาร คือเป็นธรรมที่เป็นคุณสมบัติของเครื่องอาศัยอยู่ของพรหม ก็คือของผู้ใหญ่ เครื่องที่พรหมอาศัยอยู่ก็คือวิหาร วิหารคือวิมานพรหมหรือแท่นพรหม ถ้าพรหมคือคุณพ่อคุณแม่ วิมารพรหมหรือแท่นพรหมคือลูก ถ้าพรหมคือพี่ วิมานพรหมก็คือน้อง ถ้าเป็นป้าน้าอาลุงปู่ย่าตายาย วิมานพรหมหรือแท่นพรหมของท่านเหล่านั้นก็คือหลาน ถ้าหากว่าเป็นหน่วยงาน แท่นพรหมของผู้บังคับบัญชาก็คือผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้าเป็นรัฐบาลแท่นพรหมของรัฐบาลก็คือรัฐมนตรีไปจนถึงนักการภารโรง ถ้าเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แท่นพรหมของพระองค์ก็คือพสกนิกรที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดๆ ก็ตาม

ถ้าเราเป็นพี่ น้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เขาจะทะเลาะกับพี่ไหม พี่จะอยู่เป็นสุขหรือเปล่า พรหมจะนั่งอยู่บนแท่นได้สบายใจไหม ถ้าหากว่าเราคือคุณพ่อคุณแม่ แท่นพรหมของเราก็คือลูก ถ้าลูกมีเมตตา กรุณา ยินดีกัน ช่วยเหลือกันดี ทำงานกันดี เวลามีอะไรขัดใจกันก็ไม่โผงผาง รู้จักอดกลั้น ค่อยพูดค่อยจากัน คุณพ่อคุณแม่ซึ่งเป็นพรหมจะรู้สึกปลอดภัยไหม จะรู้สึกสบายขึ้นหรือเปล่า แต่ถ้าหากว่าแท่นพรหมทะเลาะกัน ด่ากัน ตีกัน มีงานก็ไม่ช่วยกัน อิจฉาริษยากัน เห็นแก่ตัวกัน พี่น้องทะเลาะเบาะแว้งกัน แท่นพรหมอย่างนี้พ่อแม่จะอยู่เป็นสุขหรือจะรู้สึกร้อน

แท่นพรหมหรือผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านี้ถ้าดูกันตามลำดับแล้วมีอิทธิพลมาก หน่วยงานใดถ้าแท่นพรหมไม่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมก็นั่งสบายไม่ได้ เขาเรียกว่า “ทิพย์อาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา ตอนนี้ก็กระด้างดังศิลาเผาไฟ” รัฐบาลซึ่งเป็นแท่นพรหมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้ามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อปวงประชาทั้งปวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็รู้สึกเป็นสุข นั่งได้สบาย แต่ถ้าหากว่าพสกนิกรทั้งหลาย ตั้งแต่รัฐบาลลงมามีแต่ความเห็นแก่ตัว ไม่มีเมตตา ไม่มีความรักใคร่กัน มีแต่ชิงดีชิงเด่นเอารัดเอาเปรียบกัน ไม่มีความกรุณากัน ไม่มีมุทิตา ไม่มีความยินดีต่อกัน มีแต่อิจฉาริษยากัน ไม่มีอุเบกขา ไม่รู้ว่าส่วนใดควรสงบเพื่อใช้ปัญญาแก้ไข มีแต่อะไรก็โครมคราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นพรหมจะนั่งอยู่สุขสบายได้อย่างไร ก็ร้อน ทิพย์อาสน์ร้อนเป็นไฟ นั่งไม่สะดวก

เพราะฉะนั้นพสกนิกรทั้งปวงในประเทศก็เปรียบเหมือนแท่นพรหมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร ทำหน้าที่อะไร หมู่เหล่าไหน ศาสนาอะไร เผ่าใดก็ตาม ถ้าต้องการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เย็นเป็นสุข คือเป็นพรหมที่นั่งสบาย เย็นใจ หลับบนแท่นพรหมได้อย่างสบาย ไม่ต้องฝันร้าย พสกนิกรทั้งปวงมีความจำเป็นต้องมีคุณธรรมของแท่นพรหม ที่เรียกว่าพรหมวิหาร คือต้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั่นก็คือผู้บังคับบัญชาทั้งปวงต้องเป็นผู้พัฒนาแท่นพรหมของตนเองตามลำดับ ทุกชั้น ให้แท่นพรหมมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อย่าสอนให้กราดเกรี้ยว อย่าแนะนำให้โกรธ อย่าแนะนำให้แบ่งกลุ่ม อย่าแนะนำให้มีความพยาบาท มีความอิจฉาริษยา อย่าแนะนำให้โวยวายโครมคราม เพราะคนโวยวายโครมครามใช้โทสะ มักไม่ได้ใช้ปัญญา ลูกเราพอมีปัญหาขึ้นมาก็เถียงคำไม่ตกฟาก ด่าพ่อด่าแม่ ด่าพี่ ตอนเล็กๆ ก็ดูว่าน่ารัก ขืนปล่อยให้โตขึ้นมาก็ด่าพ่อ ถ้าปู่สอนก็ด่าปู่ นี่เป็นการสอนคนให้ไม่มีความอดกลั้น ทำให้อุเบกขาของเขาเสียหายไป ครอบครัวนั้นก็จะเดือดร้อน จึงมีความจำเป็นต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่พี่ต้องดูแลน้องแทนคุณพ่อคุณแม่ ให้น้องมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่ถูกต้อง เป็นการบริหารแท่นพรหมของตัวเอง พรหมต้องเป็นคนสร้าง พระพรหมคือพระผู้สร้าง ต้องสร้างแท่นให้ดี ถ้าสร้างไม่ดี พระผู้สร้างก็ต้องกลายมาเป็นพระผู้ซ่อม ต้องซ่อมแท่นให้ดีด้วย ถ้าแท่นไม่ดีแล้ว พรหมผู้นั่งก็ไม่สามารถนั่งเป็นสุขได้ พรหมผู้อยู่อาศัยก็ไม่สามารถอยู่อาศัยอย่างเป็นสุขได้

โดยรวมแล้วเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือธรรมที่จะทำให้ระบบการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองอยู่เป็นสุขได้ เป็นหลักการปกครองที่จะใช้ปกครองประเทศชาติบ้านเมืองที่เรียกว่าปกครองโดยธรรม ให้ทั่วถึงและเป็นไปได้ ดังนั้นถ้าเราต้องการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมปรารถนาดังพระราชปณิธานที่ตั้งไว้ ความจริงพระองค์ก็อยู่สุขสบาย แต่บรรพบุรุษของเราไปเชิญเสด็จพระองค์มาเป็นในหลวง ไม่อย่างนั้นพระองค์ก็จะไม่ทุกข์ร้อนขนาดนี้

เมื่อเชิญเสด็จพระองค์มาเป็นในหลวงแล้ว พระองค์ก็ยินยอม แต่มีข้อแม้ มีเงื่อนไขว่า พระองค์จะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม แสดงว่าพระเนตรของพระองค์มองไกลไปถึงว่า สมัยนั้นประเทศเราเริ่มมีการไม่ปกครองแผ่นดินโดยธรรม คือเริ่มไม่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แล้ว เริ่มชิงดีชิงเด่นกันแล้ว เมื่อจะให้พระองค์มาปกครองประเทศชาติ พระองค์ก็อยากจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม ขอให้พวกเราทั้งหลายเมื่อเชิญเสด็จพระองค์มาแล้ว ช่วยกันทำแผ่นดินให้เป็นการปกครองแผ่นดินโดยธรรมให้พระองค์ด้วย ถ้าเราไม่ทำ ถึงพระองค์ปรารถนาอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นตรงนี้เรายังติดหนี้พระองค์อยู่ แล้วเราจะคืนหนี้ให้เมื่อไหร่ กลุ่มคนอื่นเขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่ทำก็เรื่องของเขา แต่เมื่อเรารู้ตามความเป็นจริงแล้ว เราก็เริ่มจากพวกเรา ใครที่มีศักยภาพทางการเขียนก็แสดงความคิดเห็นไปในสื่อ ถ้าเรามีเครื่องมือสื่อสารอยู่ในมือก็กระจายความรู้ความคิดเหล่านี้ให้ไปทั่วโลก ความคิดนี้ก็จะกระจายไป โลกจะร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าเรารู้เราเฉยก็ไม่มีประโยชน์อะไร ช่วยในหลวงไม่ได้ ช่วยให้เราพ้นหนี้ของในหลวงไม่ได้ เท่ากับว่าเราติดหนี้พระองค์อยู่ พระองค์รับเป็นในหลวงให้เรา แต่เราไม่ได้รับที่จะใช้หนี้ปณิธานของพระองค์ให้สำเร็จ ยังไม่ได้ทำหน้าที่ของพสกนิกรที่ดีให้บรรลุตามเป้าหมาย

วันนี้คงพอมองเห็นแล้วว่า ถ้าเราทำตามนี้ ผู้ใดทำ ผู้นั้นชื่อว่าทำดี ใครที่มีจิตใจอย่างนี้ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา บุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีจิตใจประเสริฐ ใครที่ทำด้วยกายด้วยวาจาอันประกอบไปด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา บุคคลนั้นเป็นผู้ทำกิจแห่งผู้ประเสริฐ เป็นสิริมงคล จะได้ร่วมกันทำประเทศนี้ บ้านนี้ เมืองนี้ สังคมนี้ ให้กลายเป็นสังคมมงคล กระจายแผ่ขยายไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งมวลมนุษย์ทั้งหลายทั่วทุกภูมิภาคโดยไม่จำกัดขอบเขต อันนี้เป็นพร ทำตามนี้ได้ถือว่าเราได้เริ่มกันทำพรให้ปรากฏแก่ตัวเราเองและแก่สังคมโดยแท้ เป็นการแผ่เมตตาที่ถูกต้องไปยังมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย สมดังเจตนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประทานวิชาการดับทุกข์ให้แก่เรา นี่คือพรส่งท้ายปีเก่าวันนี้ (หมายเหตุ : จบธรรมบรรยายวันที่ 31 ธ.ค.55 เรื่อง “พรปีใหม่” ตอนที่ 1 ต่อด้วยเนื้อหาธรรมบรรยายวันที่ 1 ม.ค.56 เรื่อง “พรปีใหม่” ตอนที่ 2)

เมื่อวานนี้ได้พูดถึงหลักการหรือวิธีการที่จะทำให้เกิดความดีหรือความประเสริฐ โดยมีคุณธรรมหมวดหนึ่งซึ่งเป็นหลักในการที่จะทำให้ระบบความดีต่างๆ ระบบความประเสริฐต่างๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความเป็นมนุษย์ด้วยการรักษาศีลก็ตาม หรือด้วยการชำระสิ่งขุ่นมัวเศร้าหมองที่มีในจิตในระบบของการให้ทานก็ตาม หรือแม้กระทั่งในส่วนที่เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นสูง ที่เรียกว่าเป็น อุกกัฏฐะมหากุศล ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้กล่าวว่าธรรมกลุ่มนี้เป็นพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทั้ง 4 อย่างนี้เป็นวิหารหรือเป็นที่อยู่ของพรหม พรหมต้องสร้างที่อยู่เอง เพราะพรหมคือผู้สร้าง พรหมต้องคอยซ่อมคอยดูแลวิหารของตัวเอง ถ้าหากว่าพรหมไม่สร้างเองก็ไม่มีใครสร้างให้ เพราะฉะนั้นคุณธรรมทั้ง 4 นี้ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จึงเป็นคุณธรรมที่พรหมทั้งหลายต้องเอาไปสร้างวิมานของตนเอง

พรหมไม่ว่าจะเป็นพี่ ก็ต้องสร้างน้องให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมคือพ่อแม่ก็ต้องสร้างลูกๆ ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมคือสามีก็ต้องสร้างภรรยาให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมคือภรรยาก็ต้องสร้างสามีให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมคือน้าอาลุงป้าปู่ย่าตายาย ก็ต้องสร้างหลานให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมคือเพื่อนก็ต้องสร้างเพื่อนให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมคือผู้บังคับบัญชาก็ต้องสร้างผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมคือรัฐบาล นายกรัฐมนตรีก็ต้องสร้างบรรดารัฐมนตรีผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดจนปลัดกระทรวง หัวหน้าหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ไปจนถึงนักการภารโรง ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทหาร ตำรวจ พลเรือน ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ต้องสร้างผู้ใต้บังคับซึ่งเป็นแท่นพรหมให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ประมุขของประเทศก็ต้องสร้างพสกนิกรทั้งปวงให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อเป็นดังนี้ได้ประเทศชาติบ้านเมืองก็จะร่มเย็นเป็นสุข ในแต่ละพื้นที่เมื่อทุกคนมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็นพื้นฐาน สถานที่นั้น หมู่เหล่านั้น เผ่านั้น ก็จะถึงซึ่งความสุขความเจริญแน่นอน ทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นจะยุติ ทำได้วันนี้ก็สำเร็จวันนี้

ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนที่พระองค์เสด็จครองราชย์สมบัติ พระองค์ได้ตรัสเป็นปฐมบรมราชโองการไว้ว่า พระองค์จะปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ถ้าประชาชนทุกๆ คน ทุกๆ ครอบครัว ทำแบบนี้ สร้างลูกสร้างหลาน สร้างคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนเองให้เป็นผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็ถือว่าเราเป็นเหมือนพ่อปกครองลูกๆ ของเรา ไล่กันตามลำดับ ก็ถือว่าบ้านเราปกครองแผ่นดินในระบบพ่อปกครองลูก คือ ปกครองแผ่นดินตั้งแต่ระดับเล็กคือครอบครัวไปจนถึงระดับประเทศชาติด้วยการปกครองแผ่นดินโดยธรรม เป็นการปกครองที่ทั่วถึงทั้งแผ่นดิน อย่างนี้แผ่นดินจึงจะเป็นสุข เป็นการทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสามารถบรรลุตามพระราชปณิธานหรือตามเงื่อนไขที่ทรงรับเป็นพระมหากษัตริย์ให้แก่พวกเรา

ทีนี้มาดูว่าผู้ที่เป็นพรหมมีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้างที่จะสร้างแท่นพรหมของตัวเอง ซ่อมแท่นพรหมของตัวเองให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ เป็นแท่นพรหมที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือรักษาความเป็นแท่นพรหมที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาไว้ได้ อริยะบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า พรหมต้องมีเครื่องมือที่ 1 คือ พรหมต้องมี 4 หน้า มีตาไว้ดู มีหูไว้ฟัง มีจมูกไว้ดมกลิ่นว่าเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาที่แท่นพรหมเริ่มมีปัญหาหรือยัง

หน้าที่ 1 ของพรหม คือ หน้าเมตตา เอาไว้ตรวจดูแท่นพรหมว่ามีเมตตาไหม เอาหน้ายักษ์ไปตรวจไม่ได้ เอาหน้าเปรตไปตรวจไม่ได้ ต้องใช้หน้าเมตตาตรวจดูว่าแท่นพรหมของเรายังมีเมตตาอยู่ไหม ตรวจดูตั้งแต่ตอนที่เขาเกิด เริ่มสร้างเมตตาให้แก่เขา เมื่อใดก็ตามมีคนมาแหย่ให้โกรธ แสดงว่าแท่นพรหมเริ่มมีกลิ่น มีสี เริ่มมองเห็นสีไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้นใครก็ตามแหย่ให้โกรธต้องห้าม แล้วต้องเปลี่ยนทัศนคติเขาใหม่ คือ สอนให้เขารู้จักเมตตา อย่าด่าเขา อย่าตีเขา อย่าโกรธเขา เป็นบาป ไปโกรธเขา ไปด่าเขา เขาเสียใจ เขาเจ็บใจ เขาเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นไม่ควรทำ ควรจะมีเมตตาต่อเขา แล้วเราก็ห้ามบุคคลที่จะมาใส่ข้อมูลให้แท่นพรหมเราเสียหาย ป้องกันให้อย่างดี

หรือบางทีมีงานที่พี่ๆ น้องๆ ต้องช่วยเหลือกัน ปรากฏว่าเวลาเรื่องของตัวเองอยากให้คนอื่นช่วย พอเขาไม่ช่วยก็โกรธ แต่เรื่องของคนอื่นต้องการความช่วยเหลือ กลับไม่ช่วย นี่แสดงว่าต้องใช้หน้าที่ 2 คือหน้ากรุณา ตรวจดูว่าแท่นพรหมของเราไม่มีความกรุณา ความสงสาร มีแต่ความเหี้ยมโหด มีแต่ความเห็นแก่ตัว เอาแต่เรื่องของตัวเอง เอาแต่ประโยชน์ตัวเอง ไม่มีความสงสารคนอื่น ตรงนี้เราก็ต้องแก้ไข คือต้องให้ช่วยเหลือกัน ต้องพูดให้ดูว่าอันนี้เป็นงานที่เวลาเราสงสารเขาช่วยเขา เขาจะได้ช่วยเราอย่างเต็มใจ ไม่ใช่เวลาตัวเองต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่พอถึงคิวคนอื่นต้องการความช่วยเหลือกลับขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ยอมเอาใจใส่ ไม่ยอมช่วยเขา เอาแต่จะได้ประโยชน์เขาอย่างเดียว อย่างนี้เขาเรียกว่าขาดความกรุณา ขาดความการุณย์ เป็นคนโหดเหี้ยม ต่อไปข้างหน้าเจริญเติบโตขึ้นมาหาใครโหดเหี้ยมไม่ได้ เขาก็จะโหดเหี้ยมกับพ่อแม่ของตัวเอง โหดเหี้ยมกับพี่น้องของตนเอง อันนี้หมิ่นเหม่ต่ออันตราย พรหมเห็นดังนี้ต้องซ่อม ต้องพูดให้เขาเกิดความสงสาร ตั้งแต่เด็กๆ ต้องฝึกเขา

อีกประการคือหน้าที่ 3 ของพรหม เป็นหน้ามุทิตา ก็จะตรวจดูส่วนที่เป็นมุทิตาของผู้ใต้บังคับบัญชา ของลูกๆ หลานๆ ตรวจอย่างไร ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ เราจะเห็น พี่มีของเล่น น้องไม่มี หรือน้องได้ของเล่น พี่ไม่ได้ เขาจะเกิดการอิจฉาริษยากัน เราต้องฝึกให้เขายินดีต่อกัน ภาษาเราเรียกว่าอนุโมทนาต่อกัน ก็คือยินดี ถ้าน้องได้ของ พี่ก็ยินดีกับน้อง ถ้าพี่ได้ของ น้องก็ยินดีกับพี่ ไม่ใช่พี่ได้ของ น้องก็ไปแย่ง เกิดตีกันทะเลาะกัน เวลาอยากจะเล่นก็ขอพี่ดีๆ ไม่ใช่ไปเอาเฉยๆ หรือไปแย่งเอา สอนให้เขามีวัฒนธรรม รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น ส่วนพี่ก็สอนให้แบ่งปันให้น้อง ทำให้พี่มีเมตตา พรหมก็ต้องตรวจดู ถ้ามีการสอนให้อิจฉาริษยา เช่น พี่เห็นน้องเล็กๆ ต้องการยั่วให้โมโหก็ไปกอดแม่ บอกว่าแม่รักพี่คนเดียว น้องก็อิจฉา พอโตขึ้นก็อิจฉากัน อย่างนี้แท่นพรหมผุแล้ว เมื่อลูกอิจฉาริษยากัน แย่งทรัพย์สมบัติกัน ตีกันทะเลาะกัน พ่อแม่ที่เป็นพรหมจะอยู่ได้อย่างไร

หน่วยงานต่างๆ ผู้ใต้บังคับบัญชาอิจฉาริษยากัน ใครได้ตำแหน่ง คนอื่นก็อิจฉาริษยา ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นเหมือนพรหมจะนั่งอยู่บนแท่นนี้อย่างสุขสบายได้อย่างไร เหมือนผู้ที่มาดำรงตำแหน่งผู้บริหารประเทศ พรรคนี้อิจฉาพรรคโน้น พรรคโน้นด่าพรรคนี้ แย่งกันอยู่อย่างนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเปรียบเหมือนพรหมของประเทศ พระองค์จะนั่งอยู่แท่นนี้ด้วยความสุขสบายอย่างไร ปัญหาก็คือมาจากตอนเด็กๆ นี่เอง รัฐบาลก็ลูกชาวบ้าน ตำรวจทหารก็ลูกชาวบ้าน ชาวบ้านเป็นคนสร้าง ช่วยกันสร้างสนับสนุนตั้งแต่เด็ก อยู่โรงเรียนครูก็สร้าง สร้างแท่นพรหมของครูให้เป็นแท่นพรหมที่ดี มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พอโตขึ้นไปเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นผู้บังคับบัญชา เขาถูกสร้างมาดีแล้ว พอถึงคิวที่เขาจะต้องมาเป็นพรหม เขาก็จะรู้หลักรู้วิธีสร้างผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชานั้นเป็นแท่นพรหมที่ดี เมื่อเป็นดังนี้ทั้งประเทศก็จะร่มเย็นเป็นสุข ทั้งโลกก็จะร่มเย็นเป็นสุข ที่ใดมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่นั่นจะไม่มีความเดือดร้อนเลย ที่นั่นจะเต็มไปด้วยพื้นที่ของการบริหารการปกครองโดยธรรม สมดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เพราะฉะนั้นเราจึงมีความจำเป็นต้องสร้างแท่นพรหมของเราให้ดี ตลอดระยะเวลา 55 ปีมานี้ เราถูกปิดโอกาสโดยรัฐบาล เมื่อก่อนนั้นเราใช้วันพระเป็นวันที่สร้างแท่นพรหมที่ดี เป็นวันที่เป็นสิริมงคลให้แก่พวกเราทั้งประเทศ พอถูกย้ายวันหยุดไปเป็นวันเสาร์อาทิตย์ โอกาสที่เราเข้าวัดไม่มี พระซึ่งเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าที่สุดในสมัยนั้นไม่ได้ทำงาน ปีต่อๆ มาก็ไม่ได้สร้างบุคลากรขึ้นมาเพราะไม่รู้จะสร้างไปทำอะไร การบริหารงานทั้งปวง ถึงเราจะมีทรัพย์สินมากมาย มีคนมากมาย มีสถานที่เต็มไปหมด แต่ขาดโอกาสคือขาดเวลาที่จะทำ มันก็ล้มตั้งแต่แรกแล้ว ฉะนั้นงานสร้างคนดีให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองมันล้มตั้งแต่ พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ถึงทุกวันนี้ก็ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่ ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบเท่าไหร่

เวลาเราจะสร้าง เราจะเอาโอกาสนี้มาจากไหน ในเมื่อทางราชการไปหยุดวันเสาร์อาทิตย์ ไม่หยุดวันพระ ดึงประชาชนมาที่วัดซึ่งเป็นสถานที่เรียนไม่ได้ ในวันนี้เขาเปลี่ยนวันหยุดไป ถ้าเราจะสร้างตรงนี้ให้ได้เหมือนเดิม เราก็ต้องย้ายไปวันหยุด เหมือนที่ศูนย์นี้ย้ายไปวันอาทิตย์ ประชาชนทั่วไปสามารถพาลูกพาหลานพาปู่ย่าตายายมาได้ มาฟังธรรมกันวันอาทิตย์ เรียกว่า วันอาทิตยธรรมสวนา ส่วนวันพระภายในศูนย์ก็ทำหน้าที่เหมือนเดิม ฟังเทศน์ฟังธรรมและปาฏิโมกข์ ก็ยังคงเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลง แต่สำหรับประชาชนทั่วๆ ไปก็ให้เข้ามาฟังธรรมในวันอาทิตย์ ต่อไปถ้าทุกอย่างพร้อมมูลก็อาจจะให้เข้ามาตั้งแต่วันเสาร์ เพื่อถืออุโบสถศีลในวันอาทิตย์ สวดมนต์กัน ฝึกกรรมฐาน ฟังเทศน์ ให้เหมือนกับบรรยากาศของวัดสมัยโบราณ หรือบางที่ราชการหยุดวันพฤหัส วันศุกร์ เราก็ไปทำบุญวันศุกร์กัน ไม่ต้องติดใจว่าต้องเป็นวันพระ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ ความร่มเย็นเป็นสุขก็จะกลับมาสู่ประเทศชาติเหมือนเดิม บางทีอาจจะดีกว่าถ้าเราทุกคนไม่ว่าจะศาสนาไหน สัญชาติอะไร เชื้อชาติอะไร เห็นความสำคัญของความเป็นจุดรวมแห่งประเทศชาติบ้านเมือง แล้วเราก็ร่วมมือกันทำอย่างเสมอภาค ผืนแผ่นดินนี้จะเต็มไปด้วยบัณฑิต เต็มไปด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ไม่เดือดร้อนอย่างปัจจุบัน ปัจจุบันถึงแม้ว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองคน แต่ความทุกข์ร้อนเหมือนอยู่ในอบายภูมิ ไม่เหมือนมนุษยภูมิ ดังนั้นการจะสร้างมนุษยภูมิให้เกิดขึ้นได้ เราก็ต้องฝึกฝนให้ทุกคนรู้จักบริหารการปกครองโดยธรรมดังที่กล่าวแล้ว

ทีนี้เครื่องไม้เครื่องมือที่จะใช้ในกิจตรงนี้ ท่านกล่าวไว้ว่ามีอยู่ 4 อย่าง พรหมจึงต้องมี 4 มือ มือหนึ่งต้องถือสังข์ สังข์ทำหน้าที่ 2 ประการ ประการที่หนึ่งเอาไว้หลั่งน้ำเป็นมงคล เป็นการเสริมจิตเสริมใจเสริมพลังให้ทำดี อีกประการใช้เป่าเป็นเทพเภรี พอเป่าแล้วทุกคนต้องทำตาม ถ้าไม่ทำตามมีปัญหา เพราะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือของเทวดา

สังข์ คือ เวลาที่เขาทำดีเราก็ชมเชย ถ้าเป็นลูกเป็นหลานตัวเล็กๆ ก็ชมเชย “เก่ง ดี” พอเขาฟังเขาก็ชื่นใจ พอโตขึ้นมาเขาก็ติดเป็นนิสัย “อย่างนี้ดี อย่างนี้สมควร อย่างนี้บัณฑิตสรรเสริญ อย่างนี้ถูกแล้วลูก” เขาก็จะชื่นใจ “อย่างนี้พ่อชอบ อย่างนี้แม่ชอบ อย่างนี้พ่อรัก อย่างนี้แม่รัก” เขาก็จะมีกำลังใจทำความดี หรือบางทีก็มีรางวัลให้ เขาก็จะชื่นใจ

ผู้ใต้บังคับบัญชาก็เหมือนกัน เมื่อเขาสร้างคุณงามความดี พยายามช่วยหน่วยงานให้มีชื่อเสียงในทางที่ดีงาม บางทีเราก็อาจจะใช้วิธีลงขันว่าปีนี้ใครเด่นทางนี้ก็ได้รับคำชมเชย อาจจะมีการเขียนกลอนประกาศเกียรติคุณให้ เท่านั้นเขาก็ชื่นใจแล้ว หรือให้รางวัลด้วยการเลื่อนขั้น ด้วยการขึ้นเงินเดือน อันนี้เป็นการส่งเสริมสนับสนุนหรือเชิดชูให้รู้ว่าเขาทำดี เปรียบเหมือนกับน้ำสังข์ เป็นน้ำมงคลที่หลั่งลงไป ฉะนั้นผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพรหมทุกระดับก็จำเป็นต้องถือสังข์ด้วย แต่ถ้านอกจากไม่ทำดีแล้ว ยังคอยทำชั่ว อันนี้สังข์ต้องเป่า คือ ต้องปรามว่านี่เกินไปนะ นี่ไม่ดีนะ นี่เสียหายนะ เป่าแล้วต้องหยุด ต้องทำให้เขาหยุด ถ้าไม่หยุดนี่มีปัญหา แสดงว่าแท่นพรหมกำลังจะมีความเสียหาย บางทีก็ต้องซ่อม บางทีต้องปรับเปลี่ยน บางทีต้องตัดออก เหมือนเราจะละเมิดกฎจราจร ตำรวจก็เป่า เป่าแล้วต้องทำตาม ถ้าไม่ทำตามก็มีปัญหา โดนเตือน ถ้าเตือนไม่เชื่อก็โดนปรับตามลำดับ ฉะนั้นสังข์แค่เป่าเตือนให้รู้ตัว ว่าไม่ถูกต้อง ต้องปรับเปลี่ยน ต้องแก้ไข นี่คือเรื่องของสังข์ ในประเทศเราผู้ที่ใช้สังข์มากที่สุดคือตำรวจจราจร ในบ้านเราก็ต้องใช้ ถ้าไม่ใช้แท่นพรหมของท่านจะมีปัญหา อย่างนี้ต้องใช้ตากรุณาคอยดูว่าเขากำลังจะเสียหาย ให้ความสงสารพัฒนาเขาขึ้นมา ช่วยแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย นี่คือสังข์

คทา คือ การลงโทษชนิดเบาที่สุด พอลงโทษแล้วก็หมดกัน เช่น เตือนก็แล้ว ดุก็แล้ว เริ่มคาดโทษว่าถ้าทำอีกจะถูกตัดสิทธิ์อะไรบ้าง ถ้าทำอีกจะใช้ไม้เรียว จะโดนตี ต้องมีไม้เรียว เพราะไม้เรียวถือเป็นการลงโทษให้หลาบจำชนิดเบาที่สุด ถ้าไม่มีไม้เรียว ข้ามขั้นไปแล้วจะโดนหนัก ซึ่งมักจะเสียหาย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่หรือปู่ย่าตายายทุกคนต้องมีคทาคือไม้เรียวเอาไว้ พอเขาพูดไม่ฟัง ก็ต้องใช้ไม้เรียวบังคับ บางทีตีทีเดียวก็เข็ดแล้ว บางทีโดนไม้เรียวไม่เจ็บแต่อาย ก็เลิกทำ ไม่ต้องลงโทษมาก โตขึ้นก็จำติดว่าโดนตีกี่ครั้ง ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่ถ้าเราไม่มีไม้เรียวตั้งแต่แรก ปล่อยปละละเลย เช่น เขาเริ่มฝึกด่าคนนั้นฝึกด่าคนนี้ อาจจะได้ยินมาจากที่โรงเรียน กลับมาบ้านเริ่มด่า ก็ต้องห้าม ต้องเตือนว่าไม่ดี นี่เป็นการเป่าสังข์ให้รู้ตัว ถ้ายังทำอีกก็คาดโทษ ทำอีกก็ใช้ไม้เรียว พอโดนตีก็เข็ด พระอาจารย์เคยใช้กับหลาน ใครเอาก็ไม่อยู่ พอเตือนก็ยิ่งทำ เลยบอกว่าถ้าทำอีกจะโดนตี เขาก็ทำ จะลองดี อาจารย์ก็ตีจริงๆ บอกว่าตีสองที แต่ตีแค่ทีเดียว และต้องตีให้เจ็บ ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ ติดธนาคารไว้ยังไม่ได้ตีอีกทีเลย ฉะนั้นทีเดียวเขาก็จำ เพราะเขารู้ว่าถ้าลองแล้วเขาโดน

ครูก็ต้องถือคทา ถ้าถือคทาแล้วไม่รุนแรง เด็กจะถูกพัฒนาตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาจะทำความชั่ว ถ้าปล่อยถึงรุนแรงแล้วไม่ไหว เวลาลงโทษก็รุนแรง ผลกระทบเสียหายมาก ตรงนี้พรหมทั้งหลายต้องใช้ไม้เรียวเป็นเครื่องมือในการซ่อมแท่นด้วย เขายึดก็ยึดไป เราไม่สนใจ ไปเรียกคืนก็ได้โดยเฉพาะครู ไม้คทาเป็นเครื่องมือของครู เป็นเครื่องมือสร้างแท่นพรหม แท่นพรหมไม่ดีก็มาจากเหตุตรงนี้ ใครจะรับผิดชอบ เขาก็โทษครูสอนไม่ดี อย่างอื่นเขาอยากยึดให้ยึดไป ยึดการพนัน ยึดสิ่งเสพติด ยึดหนี้ แต่ห้ามยึดไม้เรียว ห้ามยึดคทา ถ้ายึดคทาไป ประเทศชาติบ้านเมืองเริ่มสู่กลียุคแน่นอน เพราะเด็กเมื่อโตแล้วเป็นไม้แก่ดัดไม่ได้ ต้องดัดตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ก็หวังให้ครูช่วย ครูเองก็โดนเขายึดอาวุธยึดเครื่องมือไป แล้วจะช่วยพ่อแม่ได้อย่างไร เพราะเด็กๆ ที่ไปโรงเรียน ครูต้องเป็นพ่อแม่ที่โรงเรียน ถ้าหากว่าตรงนี้ไม่ไหวก็ต้องใช้ตรีศูล

ส่วนมากเราจะข้ามขั้นไปใช้ตรีศูลเสียมาก บางที่บางโรงเรียนครูไม่รู้จะทำอย่างไร เด็กก็เถียงกันไม่เลิก ครูก็โมโหสุดขีดจนเอาส้นสูงปาหน้า ครูก็โดนทำโทษ นักเรียนก็บาดเจ็บ ในลักษณะนี้ใช้เกินไปแล้ว ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ เพราะครูไม่มีคทา ความรุนแรงก็เลยเกิดขึ้น บางสิ่งบางอย่างเชื่อนักจิตวิทยานักปรัชญามากก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ทดลองกับคน บางทีก็ทดลองกับลิง บางทีทดลองกับสุนัข แล้วเอามาอนุมานใช้กับคน โอกาสที่จะผิดพลาดก็มีอยู่ เวลาที่มีความจำเป็นใช้คทาไม่ได้ เขาก็ใช้ความรุนแรงยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าเป็นชาวบ้านก็โดนปรับ โดนจำคุก ลักษณะนี้เหมือนการใช้ตรีศูล ลงโทษถึงเลือดถึงเนื้อ ถึงขาดสิทธิ

ถ้าเป็นที่บ้านจะใช้ตรีศูลอย่างไร เช่น ว่ากล่าวอย่างไรก็ไม่เชื่อก็ใช้การตัดสิทธิ บางทีก็ต้องหักค่าขนม บางทีก็ต้องกักบริเวณ อย่างนี้ถือเป็นเครื่องมือที่จะซ่อมซึ่งค่อนข้างรุนแรง ถ้าหากยังไม่เชื่อฟังอีกก็ต้องใช้ กงจักร

บางทีก็ต้องเอาไปฝากคนอื่นให้อบรม บางท่านก็นำลูกไปฝากสถาบันของรัฐให้ช่วยอบรม บางคนกลัววุ่นวายก็นำไปฝากโรงเรียนกินนอน เหมือนโดนจับไล่ส่งออกจากบ้าน พอพัฒนาดีบางคนเรียนจบก็สำนึก บางที่ก็เอาไปอยู่ในสถานพินิจ

มีโยมคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า ลูกเรียนอยู่ม.ปลาย เป็นผู้ชาย ปรากฏว่าไม่ยอมไปโรงเรียน เวลาให้ไปเสียค่าหน่วยกิตก็ไปแต่ไม่เรียน พอพูดกันก็ทะเลาะกัน เด็กโตแล้ว เป็นไม้แก่แล้ว ก็ยากลำบาก พ่อกับแม่จึงคุยกัน แล้วทำใจแข็ง ให้พ่อพูดกับลูกว่า ไม่เรียนก็ได้ แต่ถ้าไม่เรียนต้องหาเงินใช้เอง เพราะตอนที่เราเรียนพ่อแม่เป็นคนส่ง เราไม่มีเวลาไปหาเงินใช้ พ่อแม่เห็นว่าลูกต้องทำงาน ซึ่งลูกก็ตกลงและดีใจ จะมาขอทำงานกับพ่อ พ่อบอกว่าไม่ได้ ถ้ามาทำต้องมาในฐานะเจ้าของหรือผู้บังคับบัญชา ตอนนี้ยังเป็นไม่ได้ ต้องไปหาประสบการณ์ก่อน ดังนั้นพ่อจะพาไปฝากงาน คือไม่ให้หางานเองเพราะเดี๋ยวเจอเพื่อนเจอพ้องแล้วเสียหาย ในฐานะพ่อที่เป็นพรหมต้องป้องกันไม่ให้แท่นพรหมเสียหาย พ่อจึงพาไปฝากงานกับเพื่อน ให้ทำงานในระดับคนงานทั่วไป แล้วบอกเพื่อนว่าเงินเดือนที่ให้หรืองานที่ทำให้เหมือนกับคนงานทุกประการเพราะต้องการฝึกลูกตัวเองให้แข็งแกร่ง เงินเดือนที่ให้ไม่สำคัญ สำคัญคือลูกต้องทำงานเป็น ต้องรู้จักทำงานอยู่กับเพื่อน ต้องมีความแข็งแกร่ง ไม่เกียจ ไม่คร้าน ต้องสร้างความอดทน ต้องสร้างภูมิต้านทานให้ลูกเขา เพื่อนจึงใช้เหมือนคนทั่วๆ ไป ไม่ถึงเดือนก็กลับไปหาพ่อบอกว่าจะเรียนต่อ พ่อบอกว่าให้โอกาสแค่ครั้งเดียว ลูกจึงรับปากและเรียนจนกระทั่งจบปริญญาโท ทุกวันนี้ก็ได้มาทำงานอยู่กับพ่อเพื่อเตรียมตัวรับงานที่พ่อทำ เราจะมองเห็นว่าเหมือนพ่อไม่เอาแล้ว ไล่ส่ง เอาจักรขว้าง เมื่อพัฒนาดีแล้ว ก็ยังคอยรับอยู่ แต่ถ้ายังพัฒนาไม่ดีก็ไม่เอา ใจต้องแข็ง นี่ก็เป็นตัวอย่างสำหรับการพัฒนาแท่นพรหมให้ดี สมัยโบราณถ้าไม่ดีจริงๆ ก็ฆ่าทิ้ง หรือไม่ก็ไล่ส่งเนรเทศ ไปตายเอาดาบหน้า รอดก็รอด ไม่รอดก็ตาย

ตรงนี้เป็นวิธีการทำมาตั้งแต่โบราณ ลักษณะของผู้บริหารจึงมี 4 หน้า แล้วต้องถือเครื่องไม้เครื่องมือในการสร้างแท่น ในการเนรมิตแท่นให้ดี 4 มือ ทั้ง สังข์ คทา ตรีศูล และจักร ตามลำดับ นี่คือเครื่องมือของพรหม ในฐานะที่เราเป็นพรหมจะสร้างลูกสร้างหลาน อย่าให้ใครเขาริบเครื่องมือไป เมื่อเราสร้างแท่นพรหมเราไม่ได้ เราก็เดือดร้อน ถ้าเราสร้างแท่นพรหมดีๆ ปัญหาหลายอย่างจะหมด ยาเสพติดก็หมด คนพาลก็หมด มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข เมืองนี้จะเป็นเมืองมนุษย์ อันนี้เป็นพรตอนที่สอง

เมื่อเราทำอย่างนี้ได้ พรนี้จะส่งอานิสงส์ คือ ทำให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นแก่ตัวเรา ครอบครัว ตลอดจนลูกหลาน เขาจะกลายเป็นผู้ประเสริฐ เมืองไทยจะเป็นเมืองประเสริฐที่ปกครองโดยธรรมทุกระดับชั้น ความร่มเย็นเป็นสุขจะปรากฏทุกหัวระแหง ไม่มีที่ใดที่มีทุกข์อีก ถ้าเราต้องการที่จะดับทุกข์สมกับที่เมืองนี้เป็นเมืองพุทธ พระพุทธเจ้าก็ให้วิธีการดับทุกข์ไว้ เราก็ต้องสร้างระบบการบริหารการปกครองเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ไม่ต้องไว้วางใจใคร แต่ให้ทุกๆ คน ทุกหน่วย ทั้งหน่วยที่เป็นพี่ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เครือญาติ หน่วยที่เป็นโรงเรียน ครูบาอาจารย์ ไปจนกระทั่งผู้บริหารโรงเรียน หน่วยที่เป็นหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ พลเรือน หรือเอกชนก็ตาม หรืองานเฉพาะของเราเป็นงานส่วนตัวก็ตาม ถ้าเราสร้างแท่นพรหมของเราให้เป็นระบบที่ถูกต้อง แผ่นดินทั้งแผ่นดินจะร่มเย็นเป็นสุข เหมือนเมืองพรหม เหมือนเมืองมนุษย์ เหมือนเมืองเทวดา

ถ้าเราขยายไปทั่วโลกได้ก็จะเป็นสุขกันทั้งโลก ดังนั้นจึงชื่อว่าเป็นครอบครัวที่ประเสริฐ เป็นบุคคลที่ประเสริฐ เป็นประเทศที่ประเสริฐ เป็นโลกที่ประเสริฐ เป็นแผ่นดินที่ประเสริฐ ตรงตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงตามพุทธประสงค์แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาที่ถูกต้องไปยังสรรพสัตว์ทั่วโลก โลกก็จะร่มเย็นเป็นสุขตามความปรารถนาที่เราได้ปรารถนาแล้ว เพราะฉะนั้นพรเหล่านี้เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ เราช่วยกันกระจายความรู้นี้ออกไปสู่สังคม เมื่อบัณฑิตทั้งหลายรู้แล้วก็จะช่วยกันทำ ช่วยกันสร้างสรรค์ในกิจในส่วนที่เขาทำ สังคมหรือความร่มเย็นเป็นสุขที่เกิดแก่สังคมนี้ก็จะสามารถปรากฏได้ เป็นจริงได้ดังที่เราปรารถนา เพราะเราก็ไม่ชอบความไม่ปลอดภัย ความเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราชอบความสุข เราชอบความสงบ ไม่ใช่ชอบความเดือดร้อน ถ้าหากว่าพวกเราท่านทั้งหลายช่วยกันคนละไม้ละมือ เริ่มตั้งแต่ครอบครัวของเรา และกระจายความรู้เข้าสู่มวลชน ก็จะถือว่าเราให้ปัญญาอันประเสริฐแก่บุคคลอื่นเหมือนที่เราได้ อันนี้ก็จะเป็นการให้พรคนอื่นๆ ไปด้วย สมกับที่เราได้เป็นผู้ประเสริฐดังคำว่า “พร” ซึ่งแปลว่าเป็นความดีหรือความประเสริฐ อันนี้ก็เป็นของขวัญปีใหม่วันนี้ และใช้ได้ทั้งปี ใช้ได้ตลอดชาติ ชาติต่อๆ ไปก็ใช้ได้

และในที่สุดนี้ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจนบุญญาบารมีที่พวกเราได้สร้างสมอบรมมา จงมารวมกันเป็นตบะเดชะ ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ท่านทั้งหลาย และด้วยอำนาจแห่งปฏิทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ ส่วนที่เป็นบุญที่เราได้บริจาคแล้วนี้แก่มวลมนุษย์ เทวดา หรือสรรพสัตว์ทุกทั่วหน้า ทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติ จะศาสนาเดียวกันหรือคนละศาสนา ทั้งผู้ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองในอดีต จนกระทั่งถึงปัจจุบันและในอนาคต จงมารวมกันเป็นตบะเดชะ ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ท่านทั้งหลาย จงถึงซึ่งความสุขความเจริญ ดำเนินกิจการใดๆ ก็ให้สำเร็จดังมโนรถปรารถนา และเมื่อท่านปรารถนาอันใดที่เป็นประโยชน์ ปราศจากโทษ เป็นความดีงาม เป็นการสร้างสรรค์อันบริสุทธิ์จิตแล้ว ก็ขอให้สิ่งนั้นพลันสำเร็จ พลันสำเร็จ พลันสำเร็จ ดังมโนรถด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ